WORLD7

SME720 x 100tqm720

1.AAA A AA1กกร

กกร. หั่น GDP ปีนี้เหลือโต 2-2.5% โคโรนาฉุดท่องเที่ยว 1.08-2.2 แสนล้านบาท

     กกร. หั่น GDP ปีนี้ลงเหลือโต 2-2.5% จากเดิม 2.5-3% หลังเศรษฐกิจและนักท่องเที่ยวชะลอตัว ประเมินไวรัสกระทบท่องเที่ยวสูญเสียรายได้ 1.08-2.2 แสนล้านบาท พร้อมเสนอรัฐ 5 ข้อ หวังเศรษฐกิจไม่ทรุดไปมากกว่านี้

     สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า เศรษฐกิจไทยปี 2563 เผชิญความท้าทายจากปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญคือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศจีน ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อใด

       ปัจจัยนี้นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนในปี 2563 จะชะลอตัวลงมากกว่าที่คาด และส่งผลทางลบมากขึ้นต่อการส่งออกของไทยแล้ว ยังเป็นแรงฉุดสำคัญต่อภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องของไทยให้ประสบกับความยากลำบาก เนื่องจากตลาดนักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนด้านจำนวนและรายได้คิดเป็น 28% ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งหมด

      อย่างไรก็ตาม ภายใต้สมมติฐานการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในจีนอยู่ในกรอบเวลา 3-6 เดือน ในเบื้องต้นผลกระทบจากรายได้การท่องเที่ยวที่หายไปอาจคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.08-2.2 แสนล้านบาท ครอบคลุมธุรกิจในห่วงโซ่ทั้งโรงแรมและที่พัก ร้านอาหาร ค้าปลีก และขนส่ง ในขณะที่ผลกระทบอาจทำให้การส่งออกลดลงด้วย ซึ่งยังคงต้องติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิดต่อไป

      สำหรับ ปัจจัยในประเทศ ได้แก่ ความล่าช้าของการมีผลบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และภัยแล้งที่รุนแรง ซึ่งเป็นแรงฉุดกำลังซื้อของครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มฐานราก รวมทั้งปัญหาค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน หรือ PM2.5 ที่อาจมีผลต่อคุณภาพชีวิตและการทำกิจกรรมกลางแจ้งของประชาชน

       ซึ่งเศรษฐกิจไทยที่ขาดแรงขับเคลื่อน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ที่ประชุม กกร. มองว่ามีความเสี่ยงมากขึ้นที่เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตชะลอลงมากกว่าที่คาดไว้ จึงพิจารณาปรับลดประมาณการลงเป็นกรณีพิเศษในรอบนี้ โดย กกร. ประเมินว่าอัตราการขยายตัวของ GDP ในปี 2563 อาจลดลงมาที่ 2.0-2.5% จากเดิม 2.5-3.0% และปี 2562 ที่อยู่ 2.5%

        แต่ยังคงกรอบประมาณการอัตราการเติบโตของการส่งออกไว้ที่หดตัว 2-0% จากปี 2562 ที่หดตัว 2.7% และเงินเฟ้อที่ 0.8-1.5% จากปี 2562 ที่อยู่ 0.7% ในขณะที่ยังคงต้องติดตามการออกมาตรการของทางการเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ

     “เราปรับลด GDP เป็นครั้งแรก จากเดิมจะประเมินทุกๆ 3 เดือน แต่ด้วยปัจจัยลบจากภายนอกรุนแรงกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของไวรัสส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวชัดเจน ไม่รวมส่งออกและนำเข้าอีก อันนี้คือเราประเมินผลกระทบจากการระบาดในกรอบระยะเวลา 3 เดือน ส่วนปัจจัยในประเทศมีเพียงงบประมาณที่ล่าช้าเท่านั้น ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจออกมาแย่กว่าที่เราคาดไว้” ประธาน ส.อ.ท. กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทาง กกร. ได้เสนอข้อเร่งด่วนต่อภาครัฐ ดังนี้

  1.        ขอตั้ง กกร. ร่วมกับกรมบัญชีกลางเพื่อปรับปรุงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างให้เหมาะสม และการจัดซื้อ Local Content รวมทั้งช่วยเหลือเอสเอ็มอีในการเข้าประมูลภาครัฐ
  2. ขอยกเว้นการจ่ายประกันสังคมของลูกจ้างและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นระยะเวลา 6 เดือน
  3. ขอให้คืน VAT ให้เร็วขึ้น ไม่เกิน 30 วัน จากเดิม 90 วัน
  4. ลดค่าไฟฟ้า 5% จากยอดเรียกเก็บให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งรวมไปถึงคนที่ใช้ไฟทั้งหมด
  5. ภาคเอกชนจะประชาสัมพันธ์เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและท่องเที่ยวในประเทศ โดยสนับสนุนให้ร้านค้า โรงแรม และบริษัทในเครือข่ายจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย

               “อยากให้ภาครัฐรับข้อเสนอและเร่งดำเนินการแก้ไข จากก่อนหน้านี้ทางภาครัฐได้ช่วยเหลือภาคเอกชนเป็นอย่างดี นำเสนอคณะรัฐมนตรีอย่างรวดเร็วจนมีมาตรการออกมา ทั้งช่วยเหลือผู้ประกอบการ มีวงเงินช่วยเหลือ ลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย ยืดอายุการชำระหนี้ จึงอยากให้ครั้งนี้เป็นเหมือนครั้งก่อน โดยเชื่อว่าจะผ่านคณะรัฐมนตรีได้ภายในเดือนนี้ ซึ่งหากเป็นไปตามที่คาดจะทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ทรุดตัวลงไปมากกว่านี้” สุพันธุ์กล่าว

กกร.หั่นจีดีพีปีนี้เหลือโต 2-2.5% โคโรน่าฉุดท่องเที่ยว 1.08-2.2 แสนลบ.

 กกร.หั่นจีดีพีปีนี้ลงเหลือโต 2-2.5% จากเดิม 2.5-3% หลังเศรษฐกิจ และนักท่องเที่ยวชะลอตัว ประเมินไวรัสกระทบท่องเที่ยวสูญเสียรายได้ 1.08-2.2 แสนล้านบาท พร้อมเสนอรัฐ 5 ข้อ หวังเศรษฐกิจไม่ทรุดไปมากกว่านี้

 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า เศรษฐกิจไทยปี 2563 เผชิญความท้าทายจากปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญ คือ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศจีน ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อใด

    ปัจจัยนี้นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนในปี 2563 จะชะลอตัวลงมากกว่าที่คาด และส่งผลทางลบมากขึ้นต่อการส่งออกของไทยแล้ว ยังเป็นแรงฉุดสำคัญต่อภาคการท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องของไทยให้ประสบกับความยากลำบาก เนื่องจากตลาดนักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนด้านจำนวน และรายได้คิดเป็น 28% ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งหมด

 อย่างไรก็ตาม ภายใต้สมมติฐานการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าในจีนอยู่ในกรอบเวลา 3-6 เดือน ในเบื้องต้นผลกระทบจากรายได้การท่องเที่ยวที่หายไปอาจคิดเป็นมูลค่าประมาณ 108,000-220,000 ล้านบาท ครอบคลุมธุรกิจในห่วงโซ่ทั้งโรงแรมและที่พัก ร้านอาหาร ค้าปลีก และ ขนส่ง ในขณะที่ผลกระทบอาจทำให้การส่งออกลดลงด้วย ซึ่งยังคงต้องติดตามสถานการณ์ และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิดต่อไป

 สำหรับ ปัจจัยในประเทศ ได้แก่ ความล่าช้าของการมีผลบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุน และภัยแล้งที่รุนแรง ซึ่งเป็นแรงฉุดกำลังซื้อของครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มฐานราก รวมทั้งปัญหาค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน หรือ PM2.5 ที่อาจมีผลต่อคุณภาพชีวิต และ การทำกิจกรรมกลางแจ้งของประชาชน

 ซึ่งเศรษฐกิจไทยที่ขาดแรงขับเคลื่อน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ที่ประชุม กกร. มองว่า มีความเสี่ยงมากขึ้นที่เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตชะลอลงมากกว่าที่คาดไว้จึงพิจารณาปรับลดประมาณการลงเป็นกรณีพิเศษในรอบนี้ โดย กกร. ประเมินว่า อัตราการขยายตัวของจีดีพีในปี 2563 อาจลดลงมาที่ 2.0-2.5% จากเดิม 2.5-3.0% และ ปี 2562 ที่อยู่ 2.5%

 แต่ยังคงกรอบประมาณการอัตราการเติบโตของการส่งออกไว้ที่หดตัว 2-0% จากปี 62 ที่หดตัว 2.7% และ เงินเฟ้อที่ 0.8-1.5% จากปี 62 ที่อยู่ 0.7% ในขณะที่ยังคงต้องติดตามการออกมาตรการของทางการเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ

 “เราปรับลดจีดีพีเป็นครั้งแรก จากเดิมจะประเมินทุกๆ 3 เดือน แต่ด้วยปัจจัยลบจากภายนอกรุนแรงกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของไวรัส ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวชัดเจน ไม่รวมส่งออก และ นำเข้าอีก อันนี้ คือ เราประเมินผลกระทบจากการระบาดในกรอบระยะเวลา 3 เดือน ส่วนปัจจัยในประเทศ มีเพียงงบประมาณที่ล่าช้าเท่านั้น ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจออกมาแย่กว่าที่เราคาดไว้”นายสุพันธุ์ กล่าว

 อย่างไรก็ตาม ทางกกร. ได้เสนอข้อเร่งด่วนต่อภาครัฐ ดังนี้ ขอตั้งคณะกรรมการ กกร. ร่วมกับกรมบัญชีกลาง เพื่อปรับปรุงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างให้เหมาะสม และการจัดซื้อ Local Content รวมทั้ง ช่วยเหลือให้ SME ในการเข้าประมูลภาครัฐ , ขอยกเว้นการจ่ายประกันสังคมของลูกจ้าง และ ผู้ประกอบการ SME เป็นระยะเวลา 6 เดือน ,ขอให้คืน VAT ให้เร็วขึ้น ไม่เกิน 30 วัน จากเดิม 90 วัน , ลดค่าไฟฟ้า 5% จากยอดเรียกเก็บให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งรวมไปถึงคนที่ใช้ไฟทั้งหมด และ ภาคเอกชนจะประชาสัมพันธ์เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและท่องเที่ยวในประเทศ โดยสนับสนุนให้ ร้านค้า โรงแรม และ บริษัทในเครือข่ายจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย

 “อยากให้ภาครัฐรับข้อเสนอ และ เร่งดำเนินการแก้ไข จากก่อนหน้านี้ทางภาครัฐได้ช่วยเหลือภาคเอกชนเป็นอย่างดี นำเสนอครม.อย่างรวดเร็ว จนมีมาตรการออกมา ทั้งช่วยเหลือผู้ประกอบกาสร มีวงเงินช่วยเหลือ ลดต้น ลดดอกเบี้ย ยืดอายุการชำระหนี้ จึงอยากให้ครั้งนี้เป็นเหมือนครั้งก่อน โดยเชื่อว่า จะผ่านครม.ได้ภายในเดือนนี้ ซึ่งหากเป็นไปตามที่คารดจะทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ทรุดตัวลงไปมากกว่านี้”นายสุพันธุ์ กล่าว

 นอกจากนี้ ยังมีความเห็นถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ในช่วงบ่ายวันนี้ว่า อยากให้กนง. ลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดตัว หรือ ชะลอตัวลงไปมากกว่านี้ เพราะเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในตอนนี้ต้องพึ่งพาการเบิกจ่ายงบประมาณจากทางภาครัฐเป็นหลัก เพราะเครื่องยนต์ท่องเที่ยว และ ส่งออก ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา

   นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า หากกนง.ปรับลดดอกเบี้ยลงในครั้งนี้ธนาคารก็ต้องปรับลดตาม โดยปกติจะปรับลดลงทั้ง 2 ขา คือ ดอกเบี้ยเงินฝาก และ ดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งขึ้นกับสภาพคล่องของแต่ละธนาคารเป็นหลัก

   “ยังตอบไม่ได้ว่าจะลดทันทีไหม ต้องรอฟังการแถลงจาก กนง. ว่ามีการส่งสัญญาณออกมาอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาเวลา กนง.ลดดอกเบี้ยลง ในส่วนธนาคารก็ต้องปรับลดดอกเบี้ยลง แต่จะระดับใด และ เมื่อไหร่ ก็ขึ้นกับสภาพคล่อง และ ธุรกิจของแต่ละธนาคาร”นายปรีดี กล่าว

 

อนุสรณ์` ชี้โคโรน่าทำศก.ไทยเสี่ยงถดถอย จี้ธปท.ลดดบ.ช่วยกระตุ้น

 "อนุสรณ์ ธรรมใจ" เผยโคโรน่าระบาด จะทำเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกเสี่ยงเผชิญภาวะถดถอย เหตุกระทบภาคท่องเที่ยว - ธุรกิจทั่วเอเชีย แนะ ธปท.ควร ลดดบ.ให้เหลือ 1% ในการประชุมสัปดาห์นี้  

    ผศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ผลกระทบของการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่โคโรน่าไวรัสได้ลุกลามสู่ภาคเศรษฐกิจอื่นๆนอกจากภาคการท่องเที่ยวและกลายเป็นประเด็นทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลก

  คาดการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่โคโรน่ากระทบเศรษฐกิจโลกมากขึ้นจากยอดพุ่งกว่า 14,000 คนและมีผู้เสียชีวิตมากขึ้น 304 คน ผ่านผลกระทบเริ่มลุกลามสู่ภาคการผลิตอุตสาหกรรมห่วงโซ่อุปทานโลก ภาคส่งออก ภาคเกษตรกรรม ภาคการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ของโลกมีความซับซ้อนมากขึ้นจากปัญหาดังกล่าว

  ค่อนข้างชัดเจนว่า ผลกระทบไม่ได้จำกัดวงเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่องของเอเชียและไทยเท่านั้น หลังจากมีการปิดเมือง ปิดโรงงาน ปิดสำนักงานของบริษัทต่างๆทั้งบริษัทจีนและบรรษัทข้ามชาติในจีนทำให้ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตอุตสาหกรรมห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆที่มีฐานผลิตส่วนประกอบสำคัญในจีน

  เช่น การออกตัวไอโฟนรุ่นใหม่ต้องเลื่อนออกไปก่อน เป็นต้น การนำเข้าวัตถุดิบจากจีนชะงักงันทำให้โรงงานอุตสาหกรรมในไทยบางส่วนหยุดผลิตชั่วคราว ทำให้เกิดการปิดงานในโรงงานอุตสาหกรรมบางส่วนเพิ่มขึ้น  เช่น ล่าสุด มีการปิดโรงงานของบริษัทซีก้า นิว แมททีเรียลส์ (ประเทศไทย)จำกัด โดยไม่แจ้งพนักงงานทั้งหมดล่วงหน้า และ คนงานยังไม่ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย เป็นต้น

  ส่วนผลกระทบต่อส่งออกในภาคเกษตรกรรมนั้น ไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปจีน มูลค่า ประมาณ 900,000 กว่าล้านบาท โดยสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง มูลค่า 64,535 ล้านบาท 2. ยางพารา มูลค่า 50,131.29 ล้านบาท 3. ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง มูลค่า 42,300.67 ล้านบาท 4. ข้าว มูลค่า 9,336 ล้านบาทและ5. ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง 6,858 ล้านบาท ผลกระทบระยะสั้นต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปจีนลดลง 1-2% กดราคาสินค้าเกษตรบางตัวในระยะ 2-3 เดือนปรับตัวลดลง

     ผศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังกระทบต่อธุรกิจอุตสาหกรรมค้าปลีกของไทย แต่ทำให้การค้าออนไลน์และธุรกิจจัดส่งสินค้าและโลจิสติกส์ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก การปิดพรมแดนไม่ให้คนจีนเดินทางเข้าออกประเทศของบางประเทศ การยกเลิกเที่ยวบินเข้าออกจีนของสายการบินต่างๆของบางประเทศเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ก็เป็นสิทธิในการดำเนินนโยบายของแต่ละประเทศเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดให้เข้ามาในประเทศ แต่ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัฒน์และเป็นประเด็นอ่อนไหวในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กรณีของไทยนอกจากการคัดกรองผู้เดินทางจากประเทศจีนเข้าไทยแล้ว ในเบื้องต้น ต้องให้ชาวจีนที่เดินทางจากประเทศจีนต้องขอวีซ่าในช่วงนี้เป็นการชั่วคราวเพื่อให้อำนาจต่อรัฐไทยในการพิจารณาว่าจะให้เข้าประเทศหรือไม่

    ส่วนการปิดพรมแดนหรือการยกเลิกเที่ยวบินเข้าออกจีนนั้นเช่นบางประเทศนั้นควรหารือกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อไปหากสถานการณ์แพร่ระบาดลุกลาม การประกาศให้ “การแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่โคโรนา” เป็นภาวะฉุกเฉินของโลก ช่วยทำให้การจัดการการแพร่ระบาดระหว่างประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  ขณะนี้ การปิดเมืองอาจก่อให้เกิดภาวะการขาดแคลนสินค้าจำเป็นเนื่องจากกระทบต่อการไหลเวียนของสินค้า สร้างความไม่พอใจของประชาชนจีนต่อรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพิ่มขึ้น เกิดการตั้งคำถามต่อการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสเพิ่มขึ้น ความไม่พอใจดังกล่าวของประชาชนอาจนำมาสู่ภาวะความตึงเครียดทางการเมืองในจีนได้

  ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบการบริหารจัดการภัยสาธารณะฉุกเฉินกันใหม่ทั้งระบบ หากไม่ดำเนินการไทยจะเผชิญหน้าความท้าทายจากโรคระบาดอุบัติใหม่ ผลกระทบจากภัยสิ่งแวดล้อมและความรุนแรงของภัยธรรมชาติได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ไทยมีความเสี่ยงมากขึ้นในการเผชิญภาวะถดถอยในช่วงครึ่งปีแรก และ อาจมีความจำเป็นมากขึ้นที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1% ในการประชุมสัปดาห์นี้

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

apm

 

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!