WORLD7

SME720 x 100tqm720

1aaa2กกร

กกร. คงจีดีพี 1.5-3.5 แม้เกิดโควิดระลอกใหม่ ดันวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติสร้างความเชื่อมั่น

      คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จัดการประชุมประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2564 โดยมี นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธาน กกร. นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทยเป็นประธานร่วม ณ ห้องบอลรูม ชั้น 4 โรงแรมคอนราด เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ โดยที่ประชุม กกร. มีความเห็นว่า

  • • ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2564 ถูกกดดันจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่ยังไม่คลี่คลายและมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้นขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) ความสามารถในการควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งจำเป็นต้องเร่งตรวจเชิงรุกและแยกผู้ติดเชื้อ และ 2) มาตรการเยียวยาผู้ประกอบการและแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโควิด-19 รวมไปถึงการประคับประคองกำลังซื้อในประเทศ ความท้าทายหลักจะอยู่ที่ตลาดแรงงานซึ่งมีความเปราะบาง เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในหลายจังหวัดได้ซ้ำเติมธุรกิจหลายประเภทที่ยังไม่ทันได้ฟื้นตัวจากการระบาดครั้งก่อน ทั้งนี้ คาดว่าแรงงานที่มีชั่วโมงการทำงานต่ำกว่าศักยภาพจะมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อรายได้และกำลังซื้อโดยรวมลดลง
  • • หลายประเทศเริ่มฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจสามารถกลับมาดำเนินได้อย่างต่อเนื่องในปี 2564 แม้เศรษฐกิจโลกในไตรมาสแรกของปี 2564 จะมีแนวโน้มชะลอลง จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรคที่เข้มข้นในหลายประเทศ แต่จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศเหล่านั้นเริ่มลดลง ประกอบกับหลายประเทศดำเนินการฉีดวัคซีนไปแล้ว และมีจำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าจะสามารถกลับมาผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคได้ในระยะถัดไป ซึ่งจะทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามสถานการณ์เชื้อไวรัสกลายพันธุ์ที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 ตลอดจนความสามารถในการส่งมอบวัคซีนในหลายประเทศที่อาจกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
  • • กกร. ขอให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้า และรองรับผลิตผลทางการเกษตรที่กำลังจะทยอยออกตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยขอให้ท่าเรือแหลมฉบังเปิดให้เรือแม่ขนาด 400 เมตร เข้ามามากที่สุด และลดค่าใช้จ่ายเพื่อจูงใจให้เร่งนำเข้าตู้คอนเทนเนอร์เปล่าเข้ามาให้มากขึ้น
  • • เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามทิศทางการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคในประเทศต่างๆ ส่วนสถานการณ์ในประเทศ หากสามารถควบคุมสถานการณ์โรคระบาดให้อยู่ในวงจำกัด และผ่อนคลายมาตรการควบคุมที่จำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ภายในไตรมาสแรก ประกอบกับมีมาตรการภาครัฐที่สามารถบรรเทาผลกระทบของภาคธุรกิจและกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบอย่างตรงจุด ที่ประชุม กกร. ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2564 ที่จะขยายตัวได้ในกรอบ 1.5% ถึง 3.5% ประมาณการการส่งออกในปี 2564 คาดว่าจะขยายตัว 3% ถึง 5% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในกรอบ 0.8% ถึง 1.0%
  • • กกร. ขอให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับเรื่องวัคซีน โดยให้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับต่างประเทศ ทั้งในภาคเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยว (Vaccine Passport) ทั้งนี้ อยากให้ภาครัฐจัดทำกระบวนการและวิธีการในการฉีดและกระจายวัคซีนให้ชัดเจน และทั่วถึงเพียงพอต่อจำนวนประชากรในภายภาคหน้า รวมถึงแรงงานต่างด้าว โดยภาคเอกชนยินดีให้ความร่วมมือกับภาครัฐเรื่องค่าใช้จ่าย โดยขอลดหย่อนภาษีเรื่องการฉีดวัคซีน
  • • จากสถานการณ์ทางการเมืองในสหภาพเมียนมา กกร.มีข้อกังวลว่าหากมีการแทรกแซงทางการเมืองจากต่างประเทศ อาจส่งให้การค้าระหว่างไทยกับเมียนมาได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าจากไทย และขอให้การเปลี่ยนถ่ายอำนาจของรัฐบาลเมียนมาเป็นไปโดยสงบ และให้คงข้อตกลงหรือสัญญากับประชาคมต่าง ๆ
  • • กกร. ได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินโครงการ Regional Digital Trade Connectivity (RDTC) ของ ASEAN-BAC ภายใต้ชื่อโครงการ Digital Trade Connect ที่ ASEAN-BAC ประเทศไทยเป็นผู้ผลักดัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลา และสร้างโอกาสให้ SME เข้าถึงการค้าระหว่างประเทศและเข้าถึงสินเชื่อได้ดีขึ้น โดยดำเนินการเพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนการทำธุรกรรมการค้าขายระหว่างประเทศจากเดิมที่เป็นการทำด้วยกระดาษที่ต้องมีการนำเข้าข้อมูลเดียวกันในระบบผู้เกี่ยวข้องหลายครั้งมาเป็นการทำที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกันผ่านระบบดิจืทัล ผ่านการทำงานในการสร้าง Compatibility และ Connectivity ให้เกิดขึ้นในภูมิภาคที่ทำธุรกรรมการค้าแบบดิจิทัลร่วมกัน และที่ประชุมอยากให้ผลักดันให้โครงการดังกล่าวและโครงการ National Digital Trade Connectivity (NDTP) ของประเทศไทยให้สำเร็จและเกิดผลได้โดยเร็ว

กกร.คงเป้าจีดีพีปีนี้โต 1.5-3.5% มองการเมืองเมียนมากระทบไทยแค่ระยะสั้น

 กกร.คงประมาณการจีดีพีปีนี้โต 1.5-3.5% ด้านส่งออกคาดขยายตัว 3-5%  หนุนรัฐดันเรื่องวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติเรื่องเชื่อมั่นต่างชาติ ด้านสถานการณ์เมียนมา เชื่อกระทบระยะสั้นหากไม่มีสงครามการเมือง

  นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยว่า ที่ประชุม กกร. มีมติให้คงประมาณการอัตราการขยายตัวทาเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปีนี้ที่ 1.5-3.5% การส่งออกที่ 3-5% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในกรอบ 0.8-1%

  อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/64 มองว่า จะถูกกดดันจากการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่ยังไม่คลี่คลายและมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้นจะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ ความสามารถในการควบคุมสถานกาณณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งจำเป็นต้องเร่งตรวจเชิงรุกและแยกผู้ติดเชื้อ

  ขณะเดียวกัน มาตรการเยียวยาผู้ประกอบการและแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดของโรค รวมถึงการประคับประคองกำลังซื้อในประเทศ ทั้งนี้ความท้าทายหลักจะอยู่ที่ตลาดแรงงานซึ่งมีความเปราะบาง เนื่องจากการระบาดของโรครอบใหม่ในหลายจังหวัดได้ซ้ำเติมธุรกิจหลายประเภทที่ยังไม่ทันฟื้นตัวจากการระบาดครั้งก่อน อย่างไรก็ตาม คาดว่า แรงงานที่มีชั่วโมงการทำงานต่ำกว่าศักยภาพจะมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อรายได้และกำลังซื้อโดยรวมลดลง

  ด้านมาตรการเยียวยา มาตรา 33 ภายใต้โครงการเรารักกัน ที่อาจจะออกมาในรูปแบบเราชนะนั้น มองว่า เห็นด้วย เนื่องจากมองว่า การอัดฉีดเม็ดเงินไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด จะเป็นการดีสำหรับการกระตุ้นการบริโภค รวมถึงการจ่ายเงินเพื่อให้ซื้อสินค้าผ่านระบบแพลตฟอร์ม มองว่าจะเป็นการช่วยต่อยอดเศรษฐกิจได้ดีกว่าการจ่ายเป็นเงินสด เนื่องจากการให้เป็นเงินสดนั้น อาจทำให้ประชาชนบางส่วนใช้เงินเป็นกับการซื้อหวย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ เป็นต้น

  นายสุพันธุ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่หลายประเทศเริ่มฉีดวัคซีน จะเป็นปัจจัยที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาดำเนินได้อย่างต่อเนื่องในปีนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจโลกในไตรมาสแรกของปีนี้จะมีแนวโน้มลดลง จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรคที่เข้มข้นในหลายประเทศ แต่จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศเหล่านั้นเริ่มลดลง

  ขณะเดียวกัน หลายประเทศเริ่มฉีดวัคซีนไปแล้ว และมีจำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ทำให้คาดการณ์ว่าจะสามารถกลับมาผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคได้ในระยะถัดไป ซึ่งจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

  อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์เชื้อไวรัสกลายพันธุ์ที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนของโควิด-19ตลอดจนความสามารถในการส่งมอบวัคซีนในหลายประเทศที่อาจกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

  สำหรับ ประเทศไทยนั้น ขอให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับเรื่องวัคซีน โดยให้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับต่างประเทศ ทั้งในภาคเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยว รวมถึงอยากให้ภาครัฐจัดทำกระบวนการและวิธีการในการฉีดและกระจายวัคซีนให้ชัดเจน ทั่วถึงเพียงพอต่อจำนวนประชากรในภายภาคหน้า รวมถึงแรงงานต่างด้าว โดยภาคเอกชนยินดีให้ความร่วมมือกับภาครัฐในเรื่องค่าใช้จ่าย โดยขอลดหย่อนภาษีเรื่องการฉีดวัคซีน

  “เรื่องวัคซีน จะต้องครอบคลุมแรงงานต่างด้าวด้วย โดยภาคเอกชนจะเป็นผู้จ่ายเอง แต่ขอให้ภาครัฐช่วยลดหย่อนภาษีดังกล่าวได้ และในอนาคต เรื่องของวัคซีนมันจะไปควบคู่กับการเดินทางด้วย เช่น ใครที่จะเดินทางอาจจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนก่อน หรือ เรียกว่าเป็น Vaccine Passport”นายสุพันธุ์ กล่าว

  นอกจากนี้ ขอให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้า และรองรับผลิตผลทางการเกษตรที่กำลังจะทยอยออกตั้งแต่เดือน มี.ค. โดยขอให้ท่าเรือแหลมฉบังเปิดให้เรือแม่ขนาด 400 เมตร เข้ามามากที่สุด และลดค่าใช้จ่ายเพื่อจูงใจให้เร่งนำเข้าตู้คอนเทนเนอร์เปล่าเข้ามาให้มากที่สุดด้วย

     นายสุพันธุ์ กล่าวว่า ด้านสถานการณ์การเมืองในเมียนมานั้น มองว่า จะกระทบในช่วงสั้นเท่านั้น หากไม่มีสงครามการเมือง แต่หากมีการแทรกแซงทางการเมืองจากต่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างไทยกับเมียนมาได้ โดยเฉพาะการำนเข้าสินค้าจากไทย และขอให้การเปลี่ยนถ่ายอำนาจของรัฐบายเมียนมารเป็นไปด้วยความสงบ และให้คงข้อตกลงหรือสัญญากับประชาคมต่างๆ

  “ตอนนี้เราวิเคราะห์เป็นรายวัน และสิ่งที่ร้องขอ คือ อย่าให้มีการฉีกสัญญาต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องการลงทุน ขอให้มีความสันติสงบโดยเร็ว เพราะหากมีความรุนแรงหรือมีการฉีกสัญญาการลงทุนขึ้นมา อาจกระทบกับการลงทุนของเราได้ ซึ่งปีที่ผ่านมาไทยมีการลงทุนในเมียนมา 1,100-1,200 ล้านดอลลาร์”นายสุพันธุ์ กล่าว

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -3 ก.พ. 64 14:11 น.

apm

 

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!