WORLD7

sme624x100 giftqm720

MAREAYนวณฐ สขะมงคลอาทิตย์เอกเขนก: นวณัฐ สุขะมงคล เก่งครบรส แห่ง 'มารวย เรียลเอสเตท'

   'มารวย เรียลเอสเตท' เป็นอีกหนึ่งบริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ยังมีอัตราการเติบโตในทิศทางที่ดี โดยการบริหารของผู้บริหารที่มาดมั่นอย่าง "นวณัฐ สุขะมงคล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ คุณเต้ย ที่วันนี้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจในบริษัท มารวย เรียลเอสเตท จำกัด พร้อมๆ กับการนั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิจิตรา ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด

    คุณเต้ย เป็นลูกคนที่ 3 ในจำนวน 6 คน ของสุทิน และวิจิตรา สุขะมงคล จบปริญญาตรีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นไปเรียนต่อปริญญาโทที่ The University of Birmingham ประเทศอังกฤษ สาขาการเงินและการธนาคารระหว่างประเทศ เมื่อกลับมาเมืองไทยยังสามารถสอยปริญญาโทได้อีกหนึ่งใบ จากศศินทร์ และปริญญาเอกสาขารัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

    นับได้ว่า คุณเต้ยเติบโตมากับกิจการครอบครัว และได้มีโอกาสเข้าไปช่วยดูแลถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 20 ปี หลังจากเรียนจบ เริ่ม  สะสมประสบการณ์ด้วยการช่วยงานทั่วไปของบริษัท พัฒนายนต์ชลบุรี จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของครอบครัว ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรและการประมง

   จากนั้นได้เข้ามาเรียนรู้ประสบการณ์ทางด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยมีหน้าที่สืบสานการนำที่ดินสะสมของ 'วิจิตรา'ผู้เป็นแม่ มาพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่ม อย่าง "บ้านมารวย" รวมถึงพัฒนาและขยายโครงการอื่นๆ อาทิ วิจิตราธานี, เดอะรอยัลสามมุก, มารวย, วิกตอเรีย ไพรเวท ซิตี้ ที่ทุกโครงการล้วนเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    "สมัยก่อน เต้ยอยากจะทำธุรกิจเล็กๆ แล้วก็อยู่กันแบบเล็กๆ สบายๆ แต่พอเริ่มโตขึ้น ความคิดตรงนี้มันก็เริ่มเปลี่ยน เพราะลูกน้องเราก็เริ่มจากตัวคนเดียว ก็กลายเป็นมีครอบครัว แล้วจากครอบครัว 2 คน ก็กลายเป็นมีลูกคนที่ 1, 2, 3 ครอบครัวมันโตขึ้น ถ้าเทียบองค์กรเหมือน บ้าน บ้านมันก็คับแคบไป ทีนี้ถ้าหากเราบอกว่าเราอยากอยู่แบบเล็กๆ สบายๆ มันอยู่ไม่ได้ ท้ายที่สุดเราไปฝืนธรรมชาติของคนหรือการเติบโตไม่ได้

    ซึ่งในการทำธุรกิจ เต้ยคิดว่าเต้ยไม่ได้แข่งกับใครเลย เต้ยแข่งกับคุณธรรมจริยธรรม การทำธุรกิจ ถ้าบอกว่าทำให้โตเป็นหมื่นล้าน มันก็มีคนทำเป็นแสนล้าน แต่ว่าถ้าเราบอกว่า เราแข่งกับความมีจริยธรรมของคนในองค์กร ความมีจริยธรรมของตัวเราเอง เต้ยว่าตรงนี้มันเป็นความภาคภูมิใจ ซึ่งใครก็แข่งไม่ได้ ใครก็มาเอาจากเราไปไม่ได้ คือคุณต้องเจ๋งจริง"

    ถามถึงภาพรวมการบริหารงานในองค์กร ว่าในอนาคตอยากให้เติบโตมากน้อยขนาดไหน คุณเต้ยบอกกับเราว่า "จริงๆ ก็ยังอยากให้บริษัทเติบโตไปอีก เพราะเราก็มีลูกน้องที่ต้องดูแล เขาก็อยากเติบโต เราอาจจะไม่ได้โตแบบใหญ่จนกระทั่งเราควบคุมอะไรไม่ได้ แต่เราอยากจะโตในลักษณะเรายังควบคุมแล้วยังรักษาสมดุลของบริษัทและวัฒนธรรมของเราไว้ได้"

    สำหรับ หลักการในการบริหารงานในปัจจุบัน คุณเต้ย เล่าให้ฟังอย่างเป็นระบบว่า ยึดหลัก'ความสุข'โดยเชื่อว่าทีมที่มีความสุขจะนำมาซึ่งบรรยากาศการทำงานที่มีความสุข การเป็นผู้บริหารคือคุณต้องทำเป็นทุกอย่าง การเงินก็ต้องเป็น บัญชีก็ต้องรู้ การตลาด การขายก็ต้องทำได้ หรือการบริหารบุคคล เราก็ต้องเข้าใจด้วย ดังนั้น การเป็นผู้ บริหารคือเราต้องรู้ทุกเรื่องและทุกจุดขององค์กร เพราะเราต้องสามารถสอนงานลูกทีมได้ในทุกๆ เรื่อง

    คำว่า 'ทำเป็น' ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปทำงานตรงนั้นทุกอย่าง เพียงแค่เราต้องทำได้ สามารถถ่ายทอดความรู้ และมอบหมายหน้าที่ให้คนอื่นๆ ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง คำถามที่เรามักถามเวลาสัมภาษณ์คนเข้าทำงานคือ คุณเก่งอะไร ชอบอะไร กับอีกคำถามก็คือ คุณไม่เก่งอะไร มีอะไรที่ต้องปรับปรุงพัฒนาอีก เรารู้สึกว่าทุกคนควรจะรู้ว่าตัวเองเก่งอะไร หรือด้อยอะไร ถ้าคุณยังไม่รู้ตัวเอง แล้วใครจะสามารถไปรู้จักตัวคุณได้

   "เราเน้นให้องค์กรของเราเป็นองค์กรที่ทำงานแล้วมีความสุข ไม่ใช่ว่าหวังแต่จะได้ยอดขายอย่างเดียว ถามว่าเรามีเป้าหมายไหม เรามีเป้าหมาย แต่ในขณะเดียวกัน บรรยากาศการทำงานและระหว่างทางที่จะไปถึงตรงนั้น กลับเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่า พอบรรยากาศในที่ทำงานมีความสุขแล้ว ทุกคนในทีมจะอยากตื่นเช้ามาทำงานทุกวัน การสื่อสารในองค์กร

    เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าองค์กรไหนไม่มีการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาอย่างชัดเจน จะทำให้เกิดปัญหาตามมาทีหลัง อาจจะเป็นการสื่อสารลับหลัง"

    สำหรับ เด็กรุ่นใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร ให้ลองใช้เวลานั่งคิดนิดหนึ่งว่า มีงานอะไรในชีวิตบ้างที่ต่อให้ทำแล้วไม่ได้เงิน คุณก็ยังยอมทำ แล้วสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่คุณทำได้ง่ายมาก เป็นธรรมชาติมาก ที่สำคัญคือคุณจะไม่รู้สึกเบื่อที่จะทำมัน

    "กายกับใจต้องเป็นหนึ่ง คือคติที่นำไปสู่ความสำเร็จของเรา หมายความว่า เวลาจะทำอะไร ใจของเราต้องอยู่ตรงนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างเวลาดื่มน้ำ ขณะที่ยกแก้ว รสชาติมันอร่อยไหม บางคนดื่มน้ำ ก็ไม่ได้รู้หรอกว่ารสชาติเป็นอย่างไร เพราะใจไม่ได้อยู่ตรงนั้น พอกายกับใจกลายเป็นหนึ่งแล้ว ตรงนั้นแหละ คือจุดที่มีพลังมากที่สุด"

    นอกจากจะบริหารการทำงานเก่งแล้ว คุณเต้ยยังเป็นนักกีฬาตัวยง ทั้งปั่นจักรยานและเล่นเรือใบ ที่สำคัญในเวลาว่างเธอชอบเดินจงกรม ทำสมาธิ โดยคุณเต้ยเล่าให้ฟังว่า "เต้ยชอบไปวัด อย่างเช่นไปที่อยุธยา หลวงพ่อเกษม หรือหลวงพ่อสงบ หรือไม่ก็ไปสุพรรณบุรี ก็จะมี 2-3 วัดที่ชอบไป และยังฝักใฝ่ธรรมะอย่างจริงจัง"

     เนื่องจากเธอบอกว่า ได้พบกับท่านโกเอ็นก้า อาจารย์สายวิปัสนาชาวอินเดีย ที่ชี้ให้เธอเห็นหลักคำสอนพระพุทธเจ้า จนสนใจศึกษาอย่างจริงจัง หลังได้ศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้งแล้ว เธอยังบอกอีกว่า ธรรมะทำให้เข้าใจการใช้ชีวิตมากขึ้น และตอนนี้สิ่งที่เธอดีใจและเพิ่งปฏิบัติได้อย่างจริงจังนั่นคือ การเลิกเบียดเบียนชีวิตสัตว์ด้วยการทานมังสวิรัติ ซึ่งเริ่มขึ้นประมาณเดือนที่แล้ว หลังจากเพื่อนสาวเล่าให้เธอฟังว่า เข้าไปในร้านอาหาร แล้วเดินไปเลือกล็อบสเตอร์ขนาดใหญ่ เพื่อให้เชฟนำมาปรุงอาหาร แต่ล็อบสเตอร์ตัวที่เพื่อนของเธอหมายปอง กลับยกก้ามขึ้นมาในลักษณะเหมือนไหว้ขอชีวิต เมื่อได้ฟังก็รู้สึกสงสารทำให้ไม่อยากเบียดเบียนชีวิตสัตว์อีกต่อไป และยังทานเนื้อสัตว์ไม่ลงอีกด้วย

    แบบนี้สิ ถึงจะเรียกว่า เก่งครบเครื่อง ครบทุกรส จริงๆ. ....

apm

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!