WORLD7

ad 920x120px Mix Loan smetqm720

1aaa Aoramon

กรมเจรจาฯ ปิดฉากรับฟังความเห็นฟื้นเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู เตรียมชงผล กนศ.-ครม. ไฟเขียว

     กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ปิดฉากการเดินสายลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ครบทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ รวมกรุงเทพฯ เตรียมนำผลการรับฟังความคิดเห็นทั้งหมด พร้อมผลการศึกษาเสนอ กนศ. และ ครม. พิจารณาตัดสินใจต่อไป ย้ำไม่ใช่จบเพียงแค่นี้ หากเริ่มเจรจาแล้ว จะลงพื้นที่ให้ข้อมูลต่อเนื่อง เผยผลเบื้องต้น ผู้ประกอบการหนุน หวังลดอุปสรรคทางภาษี ภาคประชาสังคมห่วงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เกษตรกรขอให้ช่วยรับมือ

     นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ลงพื้นที่จัดสัมมนารับฟังความเห็นการฟื้นการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ ภาคประชาสังคม เกษตรกร และนักวิชาการในภาคอีสาน ณ โรงแรม อวานี ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 4 ที่ลงพื้นที่ในระดับภูมิภาค จากที่ก่อนหน้านี้ ได้ไปภาคตะวันออก ที่จังหวัดชลบุรี ภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ และภาคใต้ ที่จังหวัดสงขลา และหากรวมที่กรุงเทพฯ ที่จัดไปก่อนที่อื่น ก็จะรวมเป็น 5 ครั้ง โดยกรมฯ จะรวบรวมผลการรับฟังความเห็นทั้งหมด และผลการศึกษาวิเคราะห์เสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาตัดสินใจเกี่ยวกับการฟื้นเจรจาเอฟทีเอไทย-อียูต่อไป

      “กรมฯ ได้ย้ำว่าการลงพื้นที่ในวันนี้ จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะรับฟังความเห็น แต่เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการสร้างความตื่นตัวให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเตรียมการฟื้นเจรจา ซึ่งเมื่อเริ่มเจรจาแล้ว จะยังลงพื้นที่เพื่อให้ข้อมูลความคืบหน้า และรับฟังความเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับประเทศไทย”นางอรมนกล่าว

      ทั้งนี้ ในการลงพื้นที่ ยังได้มีการนำเสนอผลประโยชน์และผลกระทบในภาพรวมต่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมเปรียบเทียบสาระสำคัญในแต่ละประเด็นในข้อตกลงเอฟทีเอของอียูกับประเทศต่างๆ เช่น เวียดนาม และสิงคโปร์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นภาพ และแสดงความคิดเห็นด้วย

      นางอรมน กล่าวว่า จากการจัดสัมมนาครั้งที่ผ่านๆ มา พบว่า ผู้ประกอบการทั้งภาคเกษตร และอุตสาหกรรม เช่น เนื้อสัตว์ อาหารสำเร็จรูป ยานยนต์ และชิ้นส่วน เป็นต้น ค่อนข้างมีความพร้อมและสนับสนุนการฟื้นเจรจาเอฟทีเอกับอียู โดยต้องการให้อียูลดอุปสรรคทั้งทางด้านภาษีและที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อขยายตลาด และรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดอียูจากประเทศอื่นที่ได้จัดทำเอฟทีเอกับอียูแล้ว เช่น เวียดนามและสิงคโปร์

      ส่วนภาคประชาสังคมและนักวิชาการบางท่านได้เสนอให้การเจรจาคำนึงถึงผลกระทบทางด้านสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากข้อผูกพันด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและการเข้าถึงยา และการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ขณะที่กลุ่มเกษตรกรได้เสนอให้ภาครัฐให้ความรู้และฝึกอบรมเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าของอียูที่เข้มงวด เพื่อให้สามารถส่งออกสินค้าเกษตรไปอียูได้ รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอเพื่อเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ

    ทั้งนี้ อียูถือเป็นตลาดใหญ่ มีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคน เป็นคู่ค้าและนักลงทุนสำคัญอันดับ 4 ของไทย โดยในปี 2561 การค้าไทย-อียู มีมูลค่า 47,322 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 9.4% ของการค้าไทยกับโลก ขยายตัว 6.5% จากปี 2560 โดยไทยส่งออกไปอียู 25,041 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.1% และนำเข้าจากอียู 22,281 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.1% โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปอียู เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เป็นต้น และสินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากอียู เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เป็นต้น

       สำหรับ การลงทุนไทยในอียูมีแนวโน้มสูงขึ้นในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2561 คิดเป็น 11,339 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าการลงทุนจากอียูเข้ามาในไทย ซึ่งอยู่ที่ 7,065 ล้านเหรียญสหรัฐ

******************************************

line logotwitterLike1 Share3Like1 Share1กด Like - Share  เพจ Corehoon-Power Time เพื่อติดตามเคล็ดลับ ข่าวสาร เทรนด์ และบทวิเคราะห์ดีๆ อัพเดตทุกวัน คัดสรรมาเพื่อท่านนักลงทุนโดยเฉพาะ

 Click Donate Support Web

ais 790x90GC 790x90

sme 720x90banpu 720x90 new1 1

apm

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!