WORLD7

sme624x100 giftqm720

1aaaa

ศาลฎีกาฯ ตัดสินโทษจำคุกบุญทรง-ภูมิคดีขายข้าว G to G พร้อมขรก.-เอกชนที่เกี่ยวข้อง/ศาลไม่ให้ประกันตัว

     ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาโทษจำคุกนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ เป็นเวลา 42 ปี และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ 36 ปี ฐานร่วมกันทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) รวมทั้งลงโทษจำคุกข้าราชการและบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งให้บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด และเอกชนอีก 2 รายร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 16,912 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 7.5% นับตั้งแต่วันที่รับมอบข้าวตามสัญญาแต่ละฉบับ ส่วนจำเลยอื่นให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามส่วนเช่นเดียวกัน

      โดยวันนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม. 25/2558 ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ กรมการค้าต่างประเทศ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน ผู้ร้อง นายภูมิ สาระผล ที่ 1 กับพวกรวม 21 คน จำเลย และคดีหมายเลขดำที่ อม.1/2559 ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ กรมการค้าต่างประเทศ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน ผู้ร้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวี ยโสธร ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน จำเลย

      คดีแรก (อม.25/2558) โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2558 กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ถึง 21 ซึ่งเป็นอดีตรมช.พาณิชย์, รมว.พาณิชย์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงพาณิชย์ และพ่อค้าข้าว ร่วมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการทำสัญญาขายข้าวให้แก่บริษัทกวางตุ้ง และบริษัทห่ายหนาน ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีน รวม 4 สัญญา โดยอ้างว่าเป็นการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ และขายในราคาต่ำกว่าท้องตลาดทำให้รัฐเสียหาย ความจริงเป็นการขายข้าวบางส่วนให้แก่พ่อค้าข้าวในประเทศเป็นการเสนอราคาซื้อขายโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

      เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ งบประมาณแผ่นดิน หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ประเทศชาติ และประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 151,157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 4, 9, 10, 12 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 123, 123/1 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงินร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญา 2 สัญญา จำนวน 23,598,134,119 บาท และปรับจำเลยที่ 2-21 ร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่มีการทำสัญญาทั้ง 4 สัญญา จำนวน 35,274,611,007 บาท

       ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2559 โจทก์ฟ้องคดีที่ 2 (อม. 1/2559) กล่าวหาว่าจำเลยที่ 22 - 28 ซึ่งเป็นกลุ่มพ่อค้าข้าวอีก 7 ราย สนับสนุนการกระทำความผิดในคดีแรก ศาลจึงสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองคดีเข้าด้วยกัน

               จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ยกเว้นจำเลยที่ 3 และที่ 16 ซึ่งหลบหนี

               โจทก์อ้างพยานบุคคล 239 ปาก เอกสาร 383 แฟ้ม (หมาย จ.1 - จ.1041)

               จำเลยทั้ง 28 อ้างพยานบุคคล 1,166 ปาก เอกสาร 105 แฟ้ม (หมาย ล.1 - ล.780)

      การตรวจพยานหลักฐาน ศาลอุนญาตให้โจทก์นำพยานเข้าไต่สวน 27 ปาก จำเลยนำพยานเข้าไต่สวน 103 ปาก รวมพยานบุคคลทั้งหมด 130 ปาก กำหนดนัดไต่สวนรวม 20 นัด

      ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2559 มีผู้ร้องทั้ง 5 ซึ่งเป็นส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง อตก. และ อคส. ยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 7 - 28 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 26,366,708,172.42 บาท และผู้ร้องทั้ง 5 ขอนำพยานเข้าไต่สวนอีกจำนวนหนึ่ง ศาลอนุญาตให้ไต่สวนพยานบุคคล 7 ปาก เอกสาร 1 แฟ้ม หมาย ร.1 รูปคดีจึงกลายเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และให้ฝ่ายจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีส่วนแพ่งตามกฎหมาย คดีจึงเริ่มไต่สวนนัดแรกได้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ไต่สวนพยานแล้วเสร็จนัดสุดท้ายวันที่ 5 กรกฎาคม 2560

      ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การทำสัญญาแบบรัฐต่อรัฐย่อมก่อให้เกิดผลผูกพันต่อรัฐคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องปฏิบัติตามสัญญา ผู้มีอำนาจลงนามในสัญญาจึงต้องเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ ทั้งนี้ อาจเป็นการมอบหมายให้บุคคล หน่วยงาน องค์กร หรือรัฐวิสาหกิจ มีวัตถุประสงค์สำคัญของการทำสัญญา คือต้องการระบายสินค้าออกนอกประเทศ เพื่อให้สินค้าไปตกอยู่แก่รัฐผู้ซื้อ และต้องการเงินตราต่างประเทศ โดยแนวปฏิบัติในการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐเริ่มต้นด้วยการทาบทาม การพูดคุยระดับรัฐมนตรีในเวทีระหว่างประเทศ หรือการประสานงานทางการทูต หรือเป็นตัวแทนของรัฐที่เคยเป็นคู่ค้ากันมาก่อน ส่วนวิธีการซื้อขายด้วยการเจรจาระหว่างผู้แทนของแต่ละฝ่ายอาจไม่ต้องมีการประมูลแข่งขันราคากัน บางครั้งอาจตกลงซื้อขายในราคาต่ำกว่าตลาด เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

      สำหรับ การซื้อขายข้าวกับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น จะดำเนินการโดย China National Cereals, Oil and Foodstuff Import Export Corporation (COFCO) รัฐวิสาหกิจการค้าภาครัฐที่นำเข้าผลิตภัณฑ์ธัญพืชของสาธารณรัฐประชาชนจีนรวมถึงข้าว และแนวปฏิบัติที่ผ่านมา การซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเจรจาผ่าน COFCO เท่านั้น โดยประเทศไทยไม่เคยขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ของสาธารณรัฐประชาชนจีน

      ภายหลังเริ่มต้นโครงการรับจำนำนข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ซึ่งคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้มีอำนาจให้ความเห็นชอบการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ โดยที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวได้ให้ความเห็นชอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวกรณีขายแบบรัฐต่อรัฐให้รวมถึงการขายให้แก่รัฐวิสาหกิจด้วย และให้ใช้เกณฑ์ราคาขายแบบหน้าคลังสินค้า ซึ่งผิดไปจากแนวทางปฏิบัติในกรณีการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ ส่อไปในทำนองว่าจัดทำยุทธศาสตร์การระบายข้าว เพื่อรองรับรัฐวิสาหกิจมาทำสัญญาแบบรัฐต่อรัฐโดยไม่ต้องได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของผู้ซื้อ

     หลังจากนั้น นายภูมิได้ให้ความเห็นชอบผลการเจรจาซื้อขายข้าว 2 ฉบับให้ขายข้าวแก่บริษัทกว่างตง จำกัด รัฐวิสาหกิจมณฑลของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งไม่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน 2 สัญญา สัญญาฉบับที่ 1 ตกลงซื้อขายข้าวทุกชนิดในสต็อกของรัฐบาลไทย ปริมาณ 2,195,000 ตัน ในราคาตันละ 10,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาท้องตลาด ทำให้ประเทศชาติเสียหายเป็นเงิน 9,717,165,177.90 บาท สัญญาฉบับที่ 2 ตกลงขายข้าว 5% ข้าวเหนียว 100% ข้าวหอมมะลิหัก ปีการผลิต 2554/55 ปริมาณ 2,000,000 ตัน ทำให้ประเทศไทยได้รับความเสียหาย 1,294,109,767.87 บาท

     ต่อมานายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ได้รับแต่งตั้งเป็น รมว.พาณิชย์ และได้รับแต่งตั้งเป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวแทนนายภูมิ และได้ให้ความเห็นชอบสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ กับบริษัทกว่างตง 1 ฉบับ ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 ตกลงขายข้าว 5% และข้าวขาวหักเอวันเลิศ ปีการผลิต 2555 ปริมาณ 1,000,000 ตัน และมีการขอแก้ไขสัญญาปรับเพิ่มปริมาณข้าวขาว 5% อีก 1,300,000 ตัน รวมเป็น 2,300,000 ตัน ทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย 5,694,748,116.09 บาท นอกจากนี้ยังให้ความเห็นชอบให้ทำสัญญากับบริษัทห่ายหนาน จำกัด รัฐวิสาหกิจของมณฑลสาธารณรัฐประชาชนจีน ตกลงซื้อขายข้าวเหนียวเอวัน ปริมาณ 65,000 ตัน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย 162,665,563.30 บาท

      โดยข้อตลกลงตามสัญญาทั้ง 4 ฉบับ มีข้อพิรุธหลายประการ คือ วิธีการชำระเงินด้วยแคชเชียร์เช็ค รัฐวิสาหกิจผู้ซื้อสามารถนำข้าวไปขายต่อประเทศที่สามเพื่อการพาณิชย์ได้ มีการแก้ไขสัญญาเพิ่มชนิดและปริมาณข้าวเรื่อยๆ โดยไม่มีการเจรจาต่อรองเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ ภายหลังการซื้อขายทั้ง 4 ฉบับ ปรากฎว่ามีการชำระค่าข้าวด้วยแคชเชียร์เช็คภายในประเทศหลายร้อยฉบับ และรับมอบข้าวไปโดยผู้รับมอบอำนาจที่เป็นคนไทยแล้วนำไปขายต่อให้ผู้ประกอบการค้าข้าวภายในประเทศ โดยไม่มีการส่งข้าวที่ซื้อขายไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือส่งออกไปประเทศอื่น

      กระบวนการดังกล่าวกระทำโดยนายภูมิ นายบุญทรง นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร (เสี่ยเปี๋ยง) และพวกร่วมกันนำบริษัทกว่างตง จำกัด และบริษัทห่ายหนาน จำกัด รัฐวิสาหกิจของมณฑลมาขอซื้อข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ โดยแอบอ้างว่าได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนมาทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐในราคาต่ำกว่าท้องตลาด โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม อันเป็นการเอาเปรียบแก่กรมการค้าต่างประเทศ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 เมื่อราคาข้าวในท้องตลาดลดลง รัฐวิสาหกิจผู้ซื้อข้าวก็จะไม่ยอมมารับข้าวตามสัญญา แต่มาขอทำสัญญาฉบับใหม่ซื้อข้าวชนิดเดียวกันในราคาต่ำลงกว่าสัญญาเดิม โดยเฉพาะนโยบายการระบายข้าวที่ดำเนินการโดยนายบุญทรง ไม่เปิดประมูลขายข้าวภายในประเทศ ทำให้ข้าวในท้องตลาดขาดแคลน ผู้ประกอบการค้าข้าวไม่สามารถหาซื้อข้าวในท้องตลาดได้ จำต้องไปหาซื้อข้าวจากกลุ่มบริษัทและพนักงานของนายอภิชาติ ซึ่งผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศที่ซื้อข้าวต่อจากนายอภิชาติกับพวกนั้น ศาลเห็นว่าเป็นการซื้อโดยไม่ทราบว่าเป็นข้าวที่มาจากสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง

      ศาลฎีกาฯ พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-21 ยกเว้นจำเลยที่ 3 และ 16 ซึ่งหลบหนี มีความผิดตามฟ้อง โดยให้จำคุกนายภูมิ 36 ปี, นายบุญทรง 42 ปี, นายมนัส 40 ปี, นายทิฆัมพร 32 ปี, นายอัครพงศ์ 24 ปี, นายอภิชาติ 48 ปี ส่วนจำเลยอื่น ศาลลงโทษจำคุกลดหลั่นลงตามพฤติการณ์ความร้ายแรงแห่งการกระทำผิด และพิพากษาให้บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำเลยที่ 10 นายอภิชาติ จำเลยที่ 14 และนายนิมล หรือโจ จำเลยที่ 15 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กระทรวงการคลัง 16,912,128,273.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา 7.5% นับแต่วันที่รับมอบข้าวตามสัญญาแต่ละฉบับ จำเลยอื่นให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามส่วนเช่นเดียวกัน ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 19 และจำเลยที่ 22-28

      ส่วนนางสาวธันยพร จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 21 บุตรสาวนายอภิชาติ วันนี้ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยยื่นคำร้องว่าอาหารเป็นพิษ ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับ และนัดมาฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 ก.ย.

       และภายหลังจากที่ศาลได้มีคำตัดสินแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวจำเลยทั้งหมดขึ้นรถเรือนจำเพื่อนำไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ล่าสุด ศาลยกคำร้องการขอปล่อยตัวชั่วคราวหรือประกันตัวนายบุญทรงและจำเลยทั้งหมดที่ถูกศาลสั่งให้จำคุก

มีชัย ชี้ยิ่งลักษณ์ต้องมาอุทธรณ์เองหากกม.วิธีพิจารณาคดีอาญาฉบับใหม่ประกาศใช้

      นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีจำนำข้าวว่า หากมีการตัดสินคดีในวันที่ 27 ก.ย.นี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีสิทธิอุทธรณ์

      ทั้งนี้ หากร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.... มีผลประกาศใช้แล้ว การอุทธรณ์ตัวจำเลยคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องมาแสดงตนที่ศาลด้วยตนเอง แต่หากกฎหมายดังกล่าวยังไม่ประกาศใช้ ก็ยังให้ความเห็นไม่ได้ว่าจำเลยต้องมาศาลด้วยตัวเองหรือไม่ จึงต้องขอไปศึกษาในรายละเอียดก่อน

      นายมีชัย กล่าวว่า สำหรับข้อกังวลเรื่องขั้นตอนการพิจารณาคำอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาที่ขณะนี้ ร่างพ.ร.ป.ฉบับดังกล่าวยังไม่ประกาศใช้นั้น ส่วนตัวคิดว่ายังสามารถใช้ตามกฎหมายเดิมไปก่อนได้ แต่หากในขั้นตอนใดพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีกฎหมายรองรับ ศาลฎีกาก็อาจสามารถไปออกข้อกำหนดเพื่อดำเนินการแทนได้

      ส่วนการนับอายุความตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.... นั้นจะสามารถนำมาใช้กับกรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้หรือไม่ในกรณีที่หนีคดีนั้น นายมีชัย กล่าวว่า ต้องเริ่มนับไปตามฐานความผิดว่าจะเป็นกี่ปี ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานาน 15-20 ปี ส่วนจะมีผลให้คดีดังกล่าวไม่นับอายุความหรือไม่ คงต้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสินว่าเป็นคุณหรือเป็นโทษ เพราะหากเป็นโทษก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้

      ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวว่า เคารพในการตัดสินใจของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะส่วนตัวเห็นว่าคดีนี้เริ่มต้นจากความไม่เป็นธรรมทางการเมือง และน.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ได้ยืนหยัดต่อสู้ตามกระบวนการจนถึงวินาทีสุดท้าย

     "ใครจะตอกย้ำซ้ำเติมอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ แต่ตนขอใช้สิทธิ์เข้าใจและเห็นใจอดีตนายกฯ จากการเลือกตั้งที่ต้องคดีจากการดำเนินนโยบายสาธารณะเพื่อช่วยเหลือชาวนายากจน"

     นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า แม้วันนี้เราจะไม่เห็นอดีตนายกฯ มาฟังคำพิพากษา แต่ตนคิดว่าทุกฝ่ายโดยเฉพาะผู้มีอำนาจควรมองเห็นประชาชนที่มาจากทั่วประเทศด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีการจ้างวาน ไม่มีใครทำผิดกฎหมายหรือสร้างสถานการณ์วุ่นวายใดๆ ภาพวันนี้เจ้าหน้าที่ทั้งหลายควรตระหนักและปฏิบัติต่อประชาชนในพื้นที่ด้วยการให้เกียรติ ไม่มีการข่มขู่กดดันอีกต่อไป

      "สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณยิ่งลักษณ์ใครไม่เจอกับตัวคงไม่เข้าใจ แต่ผมเชื่อว่าประชาชนจำนวนมากสัมผัสได้ถึงความบอบช้ำในหัวใจที่แสดงออกต่างกรรมต่างวาระตลอด 3 ปีที่ผ่านมา"แกนนำนปช.กล่าว

วิษณุ ไม่ทราบข่าวยิ่งลักษณ์หนีออกนอกปท. ชี้เจอตัวที่ไหนจับกุมได้ทันทีเพราะมีหมายจับ

    นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ออกหมายจับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาในคดีรับจำนำข้าวว่า เมื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ อ้างว่าป่วย แต่ไม่ได้ยื่นใบรองรับแพทย์ ศาลฎีกาฯจึงจำเป็นต้องออกหมายจับซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ โดยศาลฯ ได้เลื่อนกำหนดวันอ่านคำพิพากษาเป็นวันที่ 27 ก.ย.นี้

     ส่วนกรณีที่หากภายหลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นใบรองรับแพทย์แล้ว ศาลฎีกาฯ จะต้องถอนหมายจับหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า แล้วแต่ศาล ทุกอย่างอยู่ที่ศาล มีหลายคดีที่จำเลยป่วยกระทันหัน แต่ศาลต้องออกหมายจับไว้ก่อน เพราะไม่รู้ว่าเป็นการป่วยจริงหรือไม่ แต่หากภายหลังตรวจสอบแล้วพบว่ามีการป่วยจริง หรือมีเหตุผลที่พอฟังขึ้น ก็สามารถยกเลิกหมายจับได้

      "หากผมเป็นศาล ผมก็ไม่เชื่อไว้ก่อน จากนั้นค่อยมาว่ากันใหม่" นายวิษณุตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามว่า กรณีป่วยกระทันหันในลักษณะเช่นนี้ ศาลมีสิทธิ์ที่จะไม่เชื่อได้หรือไม่ว่าเป็นการป่วยจริง

     ทั้งนี้ เมื่อมีการออกหมายจับแล้ว หากเจอตัวผู้ต้องหาที่ไหนก็สามารถจับกุมได้ทันที ซึ่งเมื่อตำรวจจับกุมตัวแล้ว ก็จะแจ้งต่อศาลว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

     "ทุกอย่างเป็นขั้นตอนปกติ หมายถึงว่า กลับคืนไปสู่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามปกติ เรื่องนี้คนเป็นตำรวจ ทนาย อัยการ เขารู้กันหมดอยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไร" รองนายกรัฐมนตรีกล่าว

     อย่างไรก็ดี นายวิษณุ ปฏิเสธไม่ทราบถึงกระแสข่าวที่ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่ทั้งนี้หากมีการหลบหนีออกนอกต่างประเทศจริง ขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ ก็จะเหมือนกับกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นายกฯ บอกไม่รู้ยิ่งลักษณ์อยู่ไหน-สั่งหน่วยมั่นคงตรวจสอบทุกช่องทาง

    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า เพิ่งได้รับรายงานกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไม่มาฟังคำพิพากษาของศาล และไม่ทราบว่าขณะนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะอยู่ที่ไหน ยังอยู่ภายในประเทศหรือไม่

       "รับทราบว่า ขอเลื่อนมาฟังคำพิพากษา แต่ทางศาลไม่ให้เลื่อน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนเอง เพราะผมไม่ได้ไปสั่งกระบวนการยุติธรรม"

       อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้ฝ่ายความมั่นคงไปตรวจสอบว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ป่วยจริงหรือไม่ และอยู่ที่ไหน โดยให้ดูตามเส้นทางเข้าออกต่างๆ ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังหาตัวอยู่ และยังไม่มีการรายงานพิ่มเติม

     "ผมได้กำชับฝ่ายความมั่นคงให้ดูให้ดีว่า ป่วยจริงหรือเปล่า อยู่ที่ไหน ได้กำชับเส้นทางเข้าออก ทั้งช่องทางปกติ และช่องทางธรรมชาติ"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

     ขณะที่มีกระแสข่าวระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางออกนอกประเทศไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืนนี้

      นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไม่เคยประเมินมาก่อนว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะไม่เดินทางมาศาล เพราะไม่เคยคิดจะตัดสินไปก่อนศาล และไม่เคยเรียนกฎหมาย แต่ที่ผ่านมาจากการติดตามเรื่องนี้ก็เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนยันว่าจะมาต่อสู้คดีมาโดยตลอด และยังดีใจที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะมาฟังคำตัดสินด้วยตนเอง และไม่ได้รู้สึกกังวลกับเรื่องนี้ เพราะคนที่กังวลต้องเป็นตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์เอง

       พร้อมกันนั้น นายกรัฐมนตรี ตั้งข้อสังเกตุว่า รัฐธรรมนูญใหม่ได้เปิดช่องทางให้สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ แต่กลับไม่มาฟังคำพิพากษา เมื่อเป็นแบบนี้หมายความว่าอย่างไร จะมาบอกว่ารัฐบาลไม่ให้ความเป็นธรรมหรือไม่

       ส่วนเรื่องนี้จะทำให้มวลชนที่สนับสนุนอ่อนลงหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกคนถือเป็นคนไทยเหมือนกัน ไม่ใช่จะเป็นพวกใคร แต่อาจจะสนับสนุนด้วยความรัก ย้ำว่าหากเกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายทั้งนั้น

      ช่วงเช้าวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในระหว่างการปาฐกถาในงาน  Thailand Labour Management Excellence Award 2017 ว่า ต่อไปนี้เลิกแบ่งแยกสี และต่อไปนี้ต้องมีสีเดียวคือสีธงชาติ จะรังเกียจเลือดหรือสีแดงไม่ได้ เพราะหากขาดเลือดสีแดงก็ตาย เพียงแค่มีคนทำให้สีเสีย

ศาลฯ ออกหมายจับยิ่งลักษณ์หลังอ้างป่วยแต่ไม่มีหลักฐาน พร้อมเลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาไป 27 ก.ย.

    ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อนุมัติการออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากไม่เดินทางมาฟังคำพากษาในคดีทุจริตจำนำข้าวตามคำสั่งในวันนี้ โดยส่งทนายความมาแจ้งว่าไม่สามารถเดินทางมาศาลฯ ได้เนื่องจากมีอาการป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน แต่ไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าป่วยจริง ศาลฯ จึงเห็นว่ามีพฤติการณ์หลบหนีคดี พร้อมกันนั้น ศาลฯ ได้เลื่อนนัดคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 27 ก.ย.60

       ผู้สื่อข่าวรายงวานว่า องค์คณะศาลฏีกาฯ ขึ้นบัลลังค์อ่านคำพิพากษาคดีปล่อยปะละเลยให้มีการทุจริตในคดีจำนำข้าว ซึ่งจำเลยอ้างต่อศาลถึงสาเหตุที่ไม่สามารถเดินทางมารับฟังคำตัดสินว่ามีอาการป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน โดยฝ่ายโจทย์ได้ลุกขึ้นคัดค้าน เนื่องจากจำเลยไม่มีเอกสารใบรับรองแพทย์มาแสดง

     ศาลฯ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยมีพฤติการหลบหนี และอาการป่วยไม่รุนแรงถึงขั้นไม่สามารถมาศาลได้ จึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับและริบเงินประกัน 30  ล้านบาท พร้อมนัดฟังคำพิพากษาอีกครั้งในวันที่ 27 ก.ย.เวลา 09.00 น.

     ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ได้รับการติดต่อจากทีมงานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อเวลา 08.00  น.ของวันนี้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีอาการอ่อนเพลีย เป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน จึงได้แจ้งต่อศาลฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ติดต่อกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยตรงแต่เป็นการติดต่อผ่านทีมงาน และขณะนี้ไม่ทราบว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ไปอยู่ที่ใด หรือไปพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหรือไม่ อย่างไร

       ส่วนขั้นตอนการออกหมายจับ รวมถึงแนวทางการปฎิบัติของศาล ทางศาลจะเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งไม่มั่นใจว่าหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางมาศาลฯ ก่อนวันที่ 27 ก.ย. ศาลจะอนุมัติให้ถอนหมายจับหรือไม่

        อินโฟเควสท์

apm

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!