WORLD7

sme624x100 giftqm720

สภาพัฒน์ เผยจีดีพี Q2/59 โต 3.5% ส่วนครึ่งปีแรกโต 3.4% คงเป้าปีโต 3.0-3.5% ชี้ประชามติหนุนศก.ครึ่งปีหลัง เชื่อระเบิดใต้ไม่กระทบ

Gปรเมธ วมลศร copyสภาพัฒน์ เผยจีดีพี Q2/59 โต 3.5% ส่วนครึ่งปีแรกโต 3.4% คงเป้าปีโต 3.0-3.5% ชี้ประชามติหนุนศก.ครึ่งปีหลัง - เชื่อระเบิดใต้ไม่กระทบ

      สภาพัฒน์ เผยจีดีพี Q2/59 โต 3.5% ส่วนครึ่งปีแรกโต 3.4% พร้อมคงเป้าจีดีพีปี 59 โต 3.0-3.5% ส่วนส่งออก ทั้งปีคาดติดลบ 1.9% จากเดิมคาด ติดลบ 1.7 % -  เงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 0.1-0.6% ด้านครึ่งปีหลัง จะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบศก.ไทยกว่า 1 ล้านลบ. จากแผนกระตุ้นศก.รัฐ มองกรอบเงินบาท 35- 36 บ./ดอลลาร์  ชี้รธน.ผ่านประชามติ จะส่งผลดีต่อศก.ครึ่งปีหลัง  ประเมินมีโอกาสโตสูงกว่าครึ่งแรก ยันเหตุระเบิดใต้กระทบท่องเที่ยวเล็กน้อย เชื่อรัฐบาลดูแลได้ ไม่เป็นความเสี่ยงต่อศก.

  นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช.  (สภาพัฒน์) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 3.5% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 3.2% ซึ่งเป็นผลจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือน การส่งออกบริการและการลงทุนภาครัฐขยายตัวดีต่อเนื่อง ในขณะที่การส่งออกสินค้าลดลงตามการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ในด้านการผลิตสาขาอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัว ภาคเกษตรปรับตัวดีขึ้นจากสถานการณ์ภัยแล้งผ่อนคลายลงและราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้เกษตรกรกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส 

    ด้านการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัว 2.2% ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับการขยายตัวในไตรมาสแรกที่ 8% เป็นผลมาจากทั้งการใช้จ่ายหมวดค่าตอบแทนแรงงานและหทวดค่าใช้จ่ายใช้สอยที่ชะลอลง ขณะที่การลงทุนภาครัฐยังขยายตัวได้ 10.4% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการลงทุนของรัฐบาลที่ขยายตัวต่อเนื่องที่ 11.5% และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ขยายตัวได้ 8.2% ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ 0.1% ชะลอตัวลงจากการขยายตัวได้ 2.1% ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากการลงทุนในสิ่งก่อสร้างที่หดตัว 2.1% ในขณะที่การลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรยังขยายตัวต่อเนื่อง 0.7% ด้านดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจอยู่ที่ 50 สูงกว่าไตรมาสก่อนที่ 49.4

    ขณะที่การส่งออกมีมูลค่า 51,029 ล้านดอลลาร์ ลดลง 3.1% ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนที่ลดลง 1.4% เนื่องจากการชะลอตัวลงทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า และการลดลงของราคาสินค้าส่งออก โดยปริมาณการส่งออกลดลง 2.3% และราคาสินค้าส่งออกลดลง 0.8% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 41,282 ล้านดอลลาร์ ลดลง 7.8% ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของทั้งปริมาณและราคานำเข้า ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ในไตรมาส 2 ของปี 2559 เกินดุล 8,375 ล้านดอลลาร์ เทียบกับการเกินดุล 16,576 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสก่อนหน้า 

   นายปรเมธี กล่าวว่า ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในไตรมาสที่สองของปีนี้ กลับมาขยายตัวเป็นบวก 0.3% หลังจากติดลบต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารสดเป็นสำคัญ ขณะที่ครึ่งปีแรกอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ 0.1% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.7% 

   สำหรับ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ของไทยในปีนี้ สศช.ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยที่ 3-3.5% แต่มีโอกาสที่จะขยายตัวได้สูงถึง 3.3-3.5% ซึ่งเป็นผลจากการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ส่งผลต่อความเชื่อมั่น เห็นได้จากตลาดหุ้นให้ผลตอบรับในเชิงบวก ส่วนปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลดีต่อไตรมาส 3-4 มากน้อยแค่ไหนนั้น มองว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสเติบโตได้ใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก หรือสูงกว่าครึ่งปีแรกที่ขยายตัวได้ 3.4% และมีโอกาสสูงที่จะขยายตัวได้ถึง 3.5% 

   ในส่วนของค่าเงินบาท สศช.ได้ปรับประมาณการค่าเงินบาทในปีนี้คาดว่าจะมาอยู่ที่ 35-36 บาทต่อดอลลาร์ จากเดิมที่คาด 35.5-36.5 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากมองว่าในช่วงไตรมาส 2 จะมีเงินลลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และเงินไหลเข้าภูมิภาคและไทยจากผลการลงประชามติ Brexit และในช่วงครึ่งปีหลัง มีความจำเป็นที่จะต้องดูแลค่าเงินบาทให้มีทิศทางให้อยู่ในทิศทางเดียวกับภูมิภาค เพื่อไม่ให้กระทบกับการส่งออกโดยรวม โดยค่าเงินถือเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย 

    ส่วนสถานการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 11-12 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น มองว่า สถานการณ์ดังกล่าว เชื่อว่า เป็นผลกระทบระยะสั้น เนื่องจากมองว่า เป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคง ยังดูแลและควบคุมสถานกาณณ์ได้  เชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ยืดเยื้อและจะไม่เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 

   อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลัง มองว่า จะมีเม็ดเงินภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 1.64 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะการเบิกจ่ายจากลงทุนรัฐวิสาหกิจ ด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน ซึ่งในปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 4 โครงการ วงเงิน 50,099 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการประกวดราคา 7 โครงการ วงเงิน 430,587 ล้านบาท อยู่ในขั้นตอนการนำเสนอคณะรัฐมนตรีอีก 5 โครงการ วงเงิน 249,890 ล้านบาท 

   สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องจับตามองว่า เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ ส่งผลให้สศช.ปรับประมาณการส่งออกในปีนี้ จะติดลบเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.9% จากเดิมที่ 1.7% ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงจาก ความผันผวนท่ามกลางแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาท ปัญหาการก่อเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่หลายจังหวัดภาคใต้ ด้านราคาน้ำมันดิบดูใบในปีนี้คาดเฉลี่ยอยู่ที่ 35-45 ดอลลาร์ต่อบาเรล โดยมองว่าในช่วงที่เหลือของปีราคาน้ำมันจะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบราคาสมมติฐาน 

   ด้านการนำเข้า มองว่าปีนี้จะลดลง 6.1% จากการประมาณการครั้งก่อนที่ 4.6% เนื่องจากการนำเข้าในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งการปรับลดประมาณการขยายตัวการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนด้วย ซึ่งทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าปรับลดลง ด้านดุลการค้าคาดว่าจะเกินดุลประมาณ 41.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนที่ 39.1 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากกาปรับลดประมาณการมูลค่าการนำเข้ามากกว่าการปรับลดประมาณการมูลค่าการส่งออก ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีที่ 0.1-0.6%

 สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

apm

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!