WORLD7

sme624x100 giftqm720

สภาพัฒน์ หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือโต 1.5-2% หลังมองศก.โลกฟื้นช้า ฉุดส่งออก ขณะที่จีดีพีQ2โต 0.4% หลังคสช.คืนความสุข

สภาพัฒน์ หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือโต 1.5-2% หลังมองศก.โลกฟื้นช้า ฉุดส่งออก ขณะที่จีดีพีQ2โต 0.4% หลังคสช.คืนความสุข

   สภาพัฒน์ หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือโตในกรอบ 1.5-2% จากก่อนหน้าโตในกรอบ 1.5-2.5% หลังมองศก.โลกฟื้นตัวช้า ฉุดส่งออกทั้งปีคาดเหลือโต 2% จากเดิมคาดโต 3.7% ขณะที่ จีดีพีQ2/57 โต 0.4% จากติดลบในไตรมาสก่อน หลังคสช. คืนความสุขกระตุ้นบริโภค แต่ 6 เดือนแรกยัง -0.1%  ส่วนปีหน้า หวังจีดีพีโต 3.5-4.5% ส่งออกโต 5-7%

    นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ได้ปรับลดประมาณการ การขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หรือจีดีพีปี 2557 เหลือเติบโต ในกรอบ 1.5-2.0% ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตในกรอบ 1.5-2.5% แม้ว่าการปรับตัวดีขึ้นของสถานการณ์ทางการเมืองจะทำให้ความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนปรับตัวดีขึ้น รวมทั้งสามารถทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2558 และการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557  ซึ่งจะทำให้อุปสงค์ในประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรก รวมถึงการส่งออกในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นก็ตาม เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังมีข้อจำกัดการฟื้นตัวอย่างล่าช้าของเศรษฐกิจโลก การฟื้นตัวอย่างช้าๆของการลงทุนภาคเอกชน แนวโน้มการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยว และจำกัดการลดลงจากฐานที่สูงของการผลิตและจำหน่ายรถยนต์นั่ง เป็นต้น                

    "แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียหลายประเทศยังมีแนวโน้มต่ำกว่าสมมติฐาน ซึ่งทำให้ความต้องการสินค้าส่งออกขยายตัวช้า อีกทั้งปัจจัยภายนอกประเทศกรณีสถานการณ์ในยูเครนและรัสเซียยังถือเป็นปัจจัยเสี่ยง" นายอาคม กล่าว

    นอกจากนี้ สภาพัฒน์ ได้ปรับลดประมาณการ มูลค่าการส่งออกในปี 2557 เติบโต 2% ลดลงจากเดิมที่คาดเติบโต 3.7% ซึ่งเป็นการปรับลดตามสมมติฐานการขยายตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก จากเดิมที่คาดโต 3.4% และ 4.2% ตามลำดับ จึงเหลือโต 3.3% และ 4.0% ตามลำดับ โดยคาดว่าปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการโตเพียง 1.7% ต่ำกว่าในการประมาณการครั้งก่อนที่คาดโต 3.6%               

   ส่วนมูลค่าการนำเข้าในปี 2557 คาดว่าจะติดลบ 4.9% ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ 0.5% ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับลดประมาณการ การส่งออกที่จะทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าทุน สินค้าวัตถุดิบน้อยลง โดยคาดว่าปริมาณการนำเข้าสินค้าจะลดลง 4.4% จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ 4% ส่งผลดุลการค้าในปีนี้คาดเกินดุล  21.8 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดเกินดุล 13.6 พันล้านเหรียญ

  และในปีนี้คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2557 เกินดุล 9.9 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 2.6% ต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะเกินดุล 1.9 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมที่คาดเกินดุล 0.5% ต่อจีดีพี     

  สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2557 คาดว่าเติบโตในกรอบ 1.9-2.4% ลดลงจากเดิมที่คาดอยู่ที่ 1.9-2.9% โดยประเมินแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปีอยู่ในระดับใกล้เคียงกับครึ่งปีแรกตามสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ยังมีแนวโน้มทรงตัว รวมถึงการขยายระยะเวลามาตรการลดค่าครองชีพและการฟื้นตัวอย่างช้าๆของเศรษฐกิจในภาพรวม

   ขณะที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2557 ที่ผ่านมา ขยายตัว 0.4% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ติดลบ 0.6% โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากการขยายตัวของการใช้จ่ายภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน และการส่งออก ส่วนในด้านการผลิตสาขาเกษตรขยายตัว ในขณะที่สาขาอุตสาหกรรมและการก่อสร้างปรับตัวลดลงและเป็นอัตราที่ชะลอตัว ขณะที่ด้านการโรงแรมและภัตตาคารปรับตัวลงต่อเนื่องตามทิศทางการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เมื่อรวมกับไตรมาสแรกส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปีนี้ติดลบ 0.1%                 

    "เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปรับตัวดีขึ้น แต่ก็เป็นการฟื้นตัวช้าๆ หลังจากภาวะความไม่แน่นอนของการเมืองไทย จนกระทั่งคสช.เข้ามาแก้ปัญหาในด้านต่างๆ ซึ่งส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และการจับจ่ายใช้สอยปรับตัวดีขึ้น" นายอาคม กล่าว

   โดยในไตรมาส 2 ของปี 2557 ไทยมีมูลค่าการส่งออก 5.57 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโต 0.4% เพิ่มขึ้น จากไตรมาสแรกที่ติดลบ 0.8% โดยเป็นการปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจในสหรัฐฯและยุโรป ที่เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ปริมาณการส่งออกโต 1.5% โดยสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าขยายตัว ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ปิโตรเคมี เครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกลดลง คือ ยางพารา กุ้ง ยานยนต์ และผลิตภัณฑ์โลหะ                

   สำหรับ ในช่วงครึ่งแรกของปี มูลค่าการส่งออกติดลบ 0.2% ส่วนปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น 1.2%               

    ส่วนการนำเข้าในไตรมาส 2 ของปี 2557 มีมูลค่า 4.98 หมื่นล้านดอลลาร์ ติดลบ 11.8% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ติดลบ 14.8% แต่โดยปริมาณการนำเข้าลดลงในทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะสินค้าวัตถุดิบและสินค้าทุน ขณะที่ราคานำเข้าลดลง 0.2% ซึ่งถือว่าดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ติดลบ 1.4% รวมครึ่งแรกของปีนี้การนำเข้าสินค้าติดลบ 13.3%  ส่งผลดุลการค้าในไตรมาส 2 ของปีนี้เกินดุล 5.93 พันล้านดอลลาร์ ลดลงจากไตรมาสก่อนที่เกินดุล 6.51 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลจากมูลค่าการส่งออกที่เริ่มขยายตัว ขณะที่มูลค่าการนำเข้ายังปรับตัวลดลง

   ทั้งนี้ นายอาคม คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2558 จะเติบโตในกรอบ 3.5-4.5% โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ และการส่งออกที่ฟื้นตัว รวมทั้งมีการจัดทำงบประมาณปี 2558 ซึ่งจะส่งผลให้ด้านการลงทุนและการจับจ่ายใช้สอยปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เป็นต้นไป และน่าจะทำให้การส่งออกของไทยในปีหน้าเติบโตได้ 5-7%  

    "ส่วนตัวถ้าทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนร่วมมือร่วมใจกัน เชื่อว่าปีหน้าตัวเลขเศรษฐกิจของไทยโตได้ 4-5% และการส่งออกโตได้มากกว่า 10%" นายอาคม กล่าว

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

สภาพัฒน์ปรับคาดการณ์ GDP ปี 57 เหลือโต 1.5-2.0% จากเดิม 1.5-2.5%

    สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ปรับคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 57 เหลือเติบโต 1.5-2.0% จากเดิม 1.5-2.5% แม้ว่าครึ่งปีแรกเศรษฐกิจจะติดลบเพียง 0.1% ถือว่าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และเชื่อว่าครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้น แต่ สศช.ประเมินว่าการลงทุนโดยรวมจะติดลบเพิ่มขึ้น รวมทั้งการส่งออกคงจะขยายตัวได้เพียง 2.0% จากเดิมคาดโต 3.7%

     "เศรษฐกิจไทยในปี 57 คาดว่าจะขยายตัว 1.5-2.0% โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัว 2.0% การบริโภคของครัวเรือนขยายตัว 0.8% การลงทุนรวมหดตัว 2.0% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในช่วง 1.9-2.4% และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.6% ของ GDP"รายงาน สศช.ระบุ

    สศช. มองว่าเศรษฐกิจจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในครึ่งหลังของปีตามการใช้จ่ายภาครัฐ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจที่ปรับตัวดีขึ้นและส่งผลดีต่อการใช้จ่ายและการลงทุน รวมทั้งการส่งออกจะปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ได้ปรับลดประมาณการทั้งปีนี้ลง เนื่องจากเศรษฐกิจในไตรมาสที่สองขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองยืดเยื้อต่อเนื่อง การส่งออกขยายตัวช้า และการหดตัวของการจำหน่ายรถยนต์

   ประกอบกับการขยายตัวในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มต่ำกว่าศักยภาพ เพราะยังมีข้อจำกัดสำคัญ 4 ประการ คือ ประการแรก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ล่าช้า และราคาสินค้าส่งออกลดลง ประการที่สอง การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวยังต้องใช้เวลาและตลาดท่องเที่ยวมีการแข่งขันกันมากขึ้นทำให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งเปลี่ยนจุดหมายการเดินทางท่องเที่ยว ประการที่สาม อัตราการใช้กำลังการผลิตที่ยังอยู่ในระดับต่ำและความล่าช้าในการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกยังเป็นข้อจำกัดที่สำคัญต่อการขยายตัวของการลงทุน และ ประการที่สี่ การจำหน่ายรถยนต์และการผลิตรถยนต์ยังคงปรับตัวลงจากฐานการจำหน่ายที่สูงในปีก่อน

   "ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่ำ แม้ว่าการแก้ไขปัญหาทางการเมืองจะทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจและการเบิกจ่ายของภาครัฐดีขึ้นก็ตาม"สศช.ระบุ

   นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า การบริหารนโยบายเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2557 นั้นควรให้ความสำคัญกับ 6 ด้านสำคัญ คือ 1.การเร่งรัดการส่งออกให้สามารถขยายตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มรายได้จากตลาดหลักและตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ รวมทั้งส่งเสริมการค้าชายแดนและการค้าในภูมิภาค ตลอดจนเร่งรัดแก้ไขปัญหาข้อจำกัดในด้านการผลิตของสินค้าที่สำคัญ 2.การฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว โดยการสร้างความเชื่อมั่นและแก้ไขปัญหาสำคัญในภาคการท่องเที่ยว 3.การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2557 ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 91.3% และการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2558 ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 31% รวมทั้งการเร่งรัดการเบิกจ่ายและการดำเนินโครงการสำคัญของรัฐวิสาหกิจ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี

    4.การเร่งรัดอนุมัติส่งเสริมการลงทุนและสนับสนุนให้การลงทุนที่ได้รับอนุมัติการส่งเสิรมแล้วเริ่มการลงทุน และมีเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่เศรษฐกิจโดยเร็ว รวมทั้งการเร่งรัดการประกาศใช้นโยบายส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ 5. การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจโดยการเร่งรัดดำเนินโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมในช่วงที่เหลือของปี 57 และในปี 58 และ 6.การดำเนินนโยบายการเงินที่เอื้ออำนวยต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการดูและรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท

  เลขาธิการสศช. กล่าวว่า การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้เข้ามาสานต่อโครงการต่างๆ ที่ยังค้างอยู่นั้น รวมถึงการปรับนโยบายต่างๆ ให้เข้าสู่การใช้นโยบายพื้นฐานโดยไม่ใช่งบประมาณไปในโครงการที่เป็นภาระของงบประมาณ ก็น่าจะมีส่วนในการสร้างความเชื่อมั่นได้มากขึ้น ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจเองนั้นต่างเห็นตรงกันว่า ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยคงที่มานาน และไม่ค่อยมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เพิ่มเติม ดังนั้นหากได้เห็นความชัดเจนของโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ก็เชื่อว่านักลงทุนจะมีความเชื่อมั่นประเทศไทยมากขึ้นเป็นลำดับ

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/57 ที่ผ่านมาขยายตัว 0.4% ปรับตัวดีขึ้นจากการหดตัว 0.5% ในไตรมาสแรก ในด้านการใช้จ่าย มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการใช้จ่ายภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน และการส่งออก แต่การลงทุนภาคเอกชนหดตัว ในด้านการผลิต สาขาเกษตรขยายตัว ในขณะที่สาขาอุตสาหกรรม และก่อสร้างหดตัวช้าลง แต่สาขาโรงแรมและภัตตาคารหดตัวต่อเนื่องตามการหดตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว

   เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/57 ขยายตัวจากไตรมาสแรกของปี 57 ที่ 0.9% (QoQ_SA %) เมื่อรวมกับไตรมาสแรก เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปี 57 หดตัว 0.1% โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้ 4%

                        อินโฟเควสท์ 

apm

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!