WORLD7

sme624x100 giftqm720

FSSบล.ฟินันเซีย ไซรัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 

กลยุทธ์วันนี้ >> เก็งกำไรหุ้นขนาดกลาง-เล็กในกลุ่ม Domestic Play
  ตลาดหุ้นวานนี้ : SET แกว่งตัว Sideways Down ตามคาดจากปัจจัยความไม่แน่นอนจากฝั่งต่างประเทศหลายประเด็นที่ยังกดดัน มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นกว่า 6.5 หมื่นลบ.เนื่องจาก GULF เริ่มซื้อขายวันแรก นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิในตลาดหุ้นต่อเนื่องหนาแน่น 3,329 พันลบ. (แต่พลิกมา Net Long ใน Index Futures ถึง 9,411 สัญญา) ขณะที่สถาบันในประเทศยังซื้อสุทธิในตลาดหุ้น 3,240 ลบ.
  แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาดว่า SET จะยังแกว่งตัว Sideways Down ในกรอบ 1,685-1,700 จุดโดยหุ้นกลุ่มพลังงานคาดว่าจะถ่วงตลาดหลังราคาน้ำมันดิบเมื่อคืนปรับลงเกือบ 3% ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามความคืบหน้าเรื่องการขยายเพดานหนี้ก่อนเส้นตาย 8 ธ.ค.นี้เพื่อเลี่ยงการปิดหน่วยงานราชการของฝั่งสหรัฐฯและการรวมร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของทั้ง 2 สภา เราเชื่อว่าระยะสั้นหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศจะเคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาดและเป็นเป้าในการถูกเก็งกำไร
  กลยุทธ์ : เก็งกำไรหุ้นขนาดกลาง-เล็กในกลุ่ม Domestic Play
  หุ้นเด่นเดือน ธ.ค. : BBL, CMO, EPG, MINT, ROBINS
  Fund Flow วานนี้กระแสเงินทุนไหลออกจากภูมิภาค US$748ล้าน เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลออกไต้หวัน US$349ล้าน ส่วนไทยมีเม็ดเงินไหลออก US$102ล้าน ไม่มีประเทศใดที่มีเงินทุนไหลเข้า แนวโน้มกระแสเงินทุนมีทิศทางไหลออกจากภูมิภาคก่อนการประชุม Fed สัปดาห์หน้าซึ่งตลาดคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
 
ชวนเม้าท์หุ้นเด่น >> CMO <<
เรายังมั่นใจในการฟื้นตัวของผลประกอบการ 4Q17 ที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิราว 40 ลบ. ซึ่งจะหนุนให้ทั้งปีนี้กลับมามีกำไร 35 ลบ. พลิกจากขาดทุนสูง 41 ลบ. ในปีก่อน
แรงหนุนมาจากการทยอยรับรู้ Backlog ที่มีกว่า 500 ลบ. มากสุดในรอบ 7 ไตรมาส ที่ต่างจากปีก่อนชัดเจนคือ ลานเบียร์และ countdown โดยเฉพาะ countdown ที่มีมูลค่าสูงและมาร์จิ้นดี ซึ่งได้มาแล้ว 8 งาน งานใหญ่สุดคือ เมกะบางนา
PE2018 ถูกเพียง 12 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 17 เท่า และปีไหนที่มีกำไรจะจ่ายปันผลสูง 6-7% แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายปี 2018 เท่ากับ 3.00 บาท
ผู้บริหารกลับมาซื้อหุ้นใน พ.ย. 17 จำนวน 125,000 หุ้น ราคาเฉลี่ย 2.16 บาท  
 
ประเด็นสำคัญวันนี้
  (0) สถิติบ่งชี้ว่าเงินไหลออกแต่ SET มักขึ้นใน ธ.ค. ข้อมูลอดีต 10 ปีย้อนหลังบ่งชี้ว่า ต่างชาติขายหุ้นมากสุดใน พ.ย. และยังขายต่อเนื่องใน ธ.ค.-ม.ค. ก่อนจะกลับมาซื้อใน ก.พ.-เม.ย. ตรงข้ามกับสถาบันในประเทศที่มียอดซื้อสุทธิใน 3 เดือนสุดท้ายของปี จากเงิน LTF/RMF ซึ่งทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยของ SET ใน ธ.ค. เป็นบวก 1.7% M-M เราคาด SET เดือนนี้จะปิดบวกได้ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย โดยคาดมีเม็ดเงินลงทุนใน LTF/RMF อีกไม่น้อยกว่า 2 หมื่นลบ. เพราะ 11M17 มียอดซื้อเพียง 4.4 หมื่นลบ. น้อยกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมาที่มียอดซื้อ 8-9 หมื่นลบ.     
  (0) THG เข้าซื้อซื้อขายวันแรก ราคา IPO 38 บาท จำนวน 85 ล้านหุ้น เรามอง THG กำลังอยู่ในช่วงของการเติบโตครั้งใหญ่ คาดกำไรสุทธิปี 2018-2020 โตเฉลี่ย 47.5% ต่อปี (CAGR) ได้รับอานิสงส์จากความต้องการบริการทางการแพทย์ที่ยังเป็นขาขึ้น แรงหนุนจากธุรกิจรับจ้างเหมาบริหารทางการแพทย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนโครงการใหม่ๆที่จะทะยอยแล้วเสร็จ ซึ่งเรามองว่าสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดีและเป็นประโยชน์ต่อ THG ในแง่ของ Capacity ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ประเมินราคาเหมาะสมปี 2018 ได้เท่ากับ 47 บาท (FSS เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น IPO ของ THG)
  (+) TK เราปรับคำแนะนำขึ้นเป็นซื้อจากเดิมขาย จาก 1. คาดการณ์กำไร 4Q17 จะดีที่สุดในปี และดีที่สุดในรอบ 19 ไตรมาส ที่ 171 ลบ. +29% Q-Q และ +18% Y-Y ตาม High season ของการปล่อยสินเชื่อ 2. เราปรับคาดการณ์กำไรปี 2017 ขึ้น 5% อยู่ที่ 528 ลบ. +23% Y-Y และคาดการณ์กำไรปี 2018 ที่ 649 ลบ. +23% Y-Y โดยคาดว่าเศรษฐกิจที่เป็นบวกจากภาคการส่งออก ราคาพืชผลทางการเกษตร และหนี้ครัวเรือนที่ผ่อนคลายลงจะส่งผลต่อกำลังซื้อรถจักรยานยนต์ต่อเนื่องในปีหน้า 3. ภายหลังการปรับประมาณการ เราคาดว่าจะเห็น ROE ปีหน้าขึ้นไปอยู่ที่ 12.8% ดีที่สุดในรอบ 6 ปี และ 4. คุณภาพสินเชื่อที่ดีรองรับมาตรฐาน IFRS9 และ D/E ต่ำ ปรับมาใช้ราคาเป้าหมายปี 2018 ที่ 19.50 บาท
  (-) TPCH เราปรับประมาณการกำไรสุทธิและกำไรปกติปี 2017 ลง 27% และ 11% จากกำไรสุทธิ 9M17 ที่ต่ำกว่าคาด, การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเงินลงทุน BE เต็มจำนวน, ต้นทุนค่าจัดการโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น, และการ COD โรงไฟฟ้า SGP ที่ล่าช้าไปเป็นต้น 1Q18 ทำให้คาดการณ์กำไรสุทธิปีนี้ทรงตัว Y-Y ส่วนกำไรปกติคาดโต 29% Y-Y และปรับประมาณการปี 2018-2019 ลง 12-15% แต่กำไรปกติยังโตสูง 49% Y-Y และ 46% Y-Y ตามลำดับ ราคาหุ้นที่ Underperform สะท้อนกำไรสุทธิ 9M17 ที่น่าผิดหวังไปมากแล้ว ขณะที่ Upside เปิดกว้างกว่า 38% เมื่อเทียบกับราคาเป้าหมายปีหน้าที่ 20 บาท จึงนะนำซื้อลงทุนระยะยาว        
  (+) MBAX เรามองราคาปัจจุบันมี Downside จำกัดมาก เพราะคิดเป็น PE2018 เพียง 11 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 15 เท่า และให้ปันผลสูงถึง 8% ต่อปี โดยคาดว่าผลประกอบการของ MBAX ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วใน 3Q17 จากคำสั่งซื้อของลูกค้าในสหรัฐฯที่เร่งตัวขึ้น และแรงกดดันจากเงินบาทแข็งและการเพิ่มขึ้นของ LDPE ที่ผ่อนคลายลง ส่วนปีหน้า คาดกำไรสุทธิโตต่อเนื่องอีก 18% Y-Y จากปีนี้ที่คาดโต 20% Y-Y จากตลาดสหรัฐฯที่โตตาม GDP และการขยายตลาดใหม่ในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ที่มีการเติบโตสูง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตเพื่อลดปัญหาคอขวด ยังแนะนำซื้อในฐานะหุ้นปันผลสูงสม่ำเสมอ ราคาเป้าหมาย 6.50 บาท
 
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
7 ธ.ค.- ไทย: THG เข้าซื้อขายวันแรก ราคา IPO 38 บาท, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (พ.ย.)
      - ยูโรโซน: 3Q17GDP ครั้งสุดท้าย ตลาดคาด +2.5% Y-Y
       - สหรัฐฯ: ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
8 ธ.ค.- ญี่ปุ่น: 3Q17GDP ครั้งสุดท้าย
        - จีน: ดุลการค้า (พ.ย.)
       - สหรัฐฯ: ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร (พ.ย.)
        - ไทย: HUMAN เข้าซื้อขายวันแรก ราคา IPO 4 บาท
9 ธ.ค.- จีน: อัตราเงินเฟ้อ (พ.ย.) ตลาดคาด 1.8% 
12 ธ.ค.- ฟิลิปปินส์: ดุลการค้า (ต.ค.)
13 ธ.ค.- ยูโรโซน: ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (ต.ค.)
          - สหรัฐฯ: อัตราเงินเฟ้อ (พ.ย.) ตลาดคาดทรงตัวที่ 2%
(-) ตลาดหุ้นสหรัฐฯเมื่อคืนปิดขยับลงเล็กน้อยโดยแม้มีแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แต่มีแรงกดดันจากการร่วงลงของกลุ่มพลังงานตามราคาน้ำมันดิบที่ดิ่งลง ขณะที่นักลงทุนเฝ้าติดตามรายละเอียดของร่างปฏิรูปภาษี
(-) ด้านตลาดหุ้นยุโรปปิดขยับลงเล็กน้อยจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจากความกังวลเกี่ยวกับความสามารถการแข่งขันหากสหรัฐใช้นโยบายภาษีฉบับใหม่
(+) ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้เปิดบวกนำโดยตลาดญี่ปุ่น และ ฮ่องกงจากแรงซื้อเก็งกำไรหลังการปรับลงแรงเมื่อวาน
(0) ค่าเงินบาทเช้านี้ปรับตัวในทิศทางแข็งค่าเล็กน้อย โดยล่าสุดเคลื่อนไหวแถว 32.61-32.67 บาท/ดอลลาร์
(-) ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ม.ค. ปิดลบ 1.66 ดอลลาร์/บาร์เรล มาอยู่ที่ 55.96 ดอลลาร์/บาร์เรล ดิ่งลงจากความกังวลภาวะตลาดในสหรัฐหลัง EIA ระบุตัวเลขสต๊อกน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มมากกว่าที่ตลาดคาด อีกทั้ง ปริมาณการผลิตจากสหรัฐยังเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ราคาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. ปิดบวก 1.20 ดอลลาร์/ออนซ์ มาอยู่ที่ 1,266.10 ดอลลาร์/ออนซ์ จากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางหลังสหรัฐมีคำสั่งย้ายสถานฑูตและให้การรับรองเมืองหลวงเยรูซาเลม
 
Contact person : Jitra Amornthum
Register : 014530 Tel: 02-646-9966
www.fnsyrus.com FB: Finansia Syrus Research
OO3260

apm

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!