WORLD7

sme624x100 giftqm720

PTTGC คาด Q4/60 ดีกว่า Q3/60 พร้อมวางเป้ายอดขายปี 61 โตตามปริมาณผลผลิต-MAX สร้างกำไรเพิ่ม

PTTGCดวงกมล เศรษฐธนงPTTGC คาด Q4/60 ดีกว่า Q3/60 พร้อมวางเป้ายอดขายปี 61 โตตามปริมาณผลผลิต-MAX สร้างกำไรเพิ่ม

      นางสาวดวงกมล เศรษฐธนัง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการเงินและบัญชี บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) คาดว่าผลประกอบการด้านกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 4/60 จะดีกว่าไตรมาส 3/60 เนื่องจากไม่มีแผนหยุดซ่อมบำรุงโรงงาน ขณะที่ราคาโพลีเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE) ก็ปรับตัวสูงขึ้นด้วย

      ขณะที่ตั้งเป้าหมายยอดขายปี 61 จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.8 แสนล้านบาท จากเป้าหมาย 4.5 แสนล้านบาทในปีนี้ ซึ่งเป็นการเติบโตตามปริมาณผลิตที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก เนื่องจากโรงงานของกลุ่มบริษัทเดินเครื่องเกือบเต็มที่ โดยมีเพียงโรงงานโอเลฟินส์ ขนาด 4 แสนตัน/ปีที่จะหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุง 30 วันในช่วงไตรมาส 4/61 เท่านั้น

      "ปีหน้าเรามี shutdown โรงโอเลฟินส์ขนาดไม่ใหญ่โรงเดียว ก็จะทำให้โรงโอเลฟินส์ เดินเครื่องได้ 99% จากปีนี้ 96% ส่วนโรงกลั่นเดินเครื่องได้เต็มที่ 100% โรงงานอะโรเมติกส์ดีขึ้นเดินเครื่องได้ 91% จากเดิม 80% เพราะเราได้เปลี่ยน catalyst โรงงานอะโรเมติกส์ 1 โรงทำให้เดินเครื่องได้ดีขึ้น ทำให้ภาพรวมปีหน้าเรามีวอลุ่มที่เพิ่มขึ้น ส่วนราคาขายขึ้นอยู่กับตลาดโลก"นางสาวดวงกมล กล่าว

     นางสาวดวงกมล กล่าวว่า สำหรับปี 61 ประเมินราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยช่วง 50-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จาก 51 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในปีนี้ ,ค่าการกลั่น (GRM) อยู่ที่ 7 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จาก 6.8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ,ส่วนต่างราคา (สเปรด) ผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ อยู่ที่ 229 เหรียญสหรัฐ/ตัน จาก 223 เหรียญสหรัฐ/ตันในปีนี้ ,ราคา HDPE อยู่ที่ 1,133 เหรียญสหรัฐ/ตัน จาก 1,160 เหรียญสหรัฐ/ตันในปีนี้ ส่วนในปีนี้คาดว่าจะมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน หลังราคาน้ำมันสูงขึ้นเมื่อช่วงกับปลายปีที่แล้ว

       นอกจากนี้ ในปี 61 ยังจะได้รับประโยชน์จากเต็มที่จากโครงการ Asset Injection ซึ่งเป็นการซื้อหุ้น 6 บริษัทในธุรกิจปิโตรเคมีสายโพรพิลีน สายเคมีภัณฑ์ชีวภาพ ของกลุ่มบมจ.ปตท. (PTT) หลังจากดำเนินการแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 60 ซึ่งก่อนหน้านี้คาดว่าจะสร้างกำไรได้ราว 2.4 พันล้านบาท/ปี  รวมถึงจะมีกำลังการผลิตใหม่ของโครงการ mLLDPE ขนาด 4 แสนตัน/ปี ซึ่งจะเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1/61

      ขณะที่โครงการ MAX ซึ่งเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กรนั้น คาดว่าจะสามารถสร้างกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษี (EBIT) ในปี 61 ได้เป็นราว  6 พันล้านบาท จากปีนี้ 3 พันล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็น 9 พันล้านบาทในปี 62 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของโครงการ MAX ภายใน 3 ปี หลังจากนี้บริษัทก็อยู่ระหว่างการเตรียมแผนเพื่อต่อยอดจากโครงการ MAX ด้วยการนำดิจิตอลเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อบริษัทต่อไป

        ขณะเดียวกัน บริษัทยังเตรียมลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยในปีหน้าให้เหลือระดับต่ำกว่าปัจจุบันที่มีอยู่ราว 4% ของพอร์ตภาระหนี้ 1 แสนล้านบาท โดยในปีหน้ามีแผนจะออกหุ้นกู้เพื่อมาชำระคืนเงินกู้ที่ครบกำหนดชำระ 1 หมื่นล้านบาทในช่วงกลางปี และยังมีแผนจะเจรจาเพื่อยืดอายุหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ วงเงิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ออกไปอีกจากเดิมที่จะครบกำหนดในอีก 4.5 ปี

      ด้านนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ PTTGC กล่าวว่า บริษัทยังคงแผนเงินลงทุนในช่วง 5 ปี (ปี 60-64) ในวงเงิน 5.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.8 แสนล้านบาท โดยราว 1.3 แสนล้านบาทเป็นการลงทุนในโครงการพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และการลงทุนบางส่วนในไบโอคอมเพล็กซ์ จ.นครสวรรค์ ของบมจ.โกลบอลกรีน เคมิคอล (GGC)  ส่วนที่เหลืออีกราว 5 หมื่นล้านบาท จะใช้รองรับการลงทุนในโครงการสร้างการเติบโตในกลุ่มประเทศ CLMV ทั้งกัมพูชา ,ลาว ,เมียนมา และ เวียดนาม

        โดยในปี 61 จะใช้เงินลงทุนราว 2 หมื่นล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงการต่อเนื่องที่มีอยู่ ได้แก่ mLLDPE, PO/Polyol, Methyl Ester,โครงการ Map Ta Phut Retrofit เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้างโรงงานแนฟทาแครกเกอร์ใหม่ โดยโครงการนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาประกาศการลงทุนคาดว่าจะประกาศได้ในสิ้นปีนี้

      สำหรับ โครงการสร้างการเติบโตในกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งจะเป็นการร่วมลงทุนกับลูกค้า ตลอดจนจับคู่ธุรกิจระหว่างลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกในประเทศ กับผู้ค้าในต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้เริ่มดำเนินการมาบ้างแล้ว เช่น การจะร่วมทุนกับกลุ่มบ มจ.ทีพีบีไอ (TPBI) ทำธุรกิจโรงงานขึ้นรูปพลาสติกเพื่อการผลิตแลการขายในเมียนมา ,การลงนาม MOU วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ,ลงนาม MOU เพื่อสร้างความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบ เพื่อใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ของบมจ.ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป (TU) เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีพันธมิตรที่หลากหลาย เช่น บมจ.เบอร์ลี่ยุคเกอร์ (BJC) ,เครือเจริญโภคภัณฑ์ ,สหพัฒน์ เป็นต้น

        นอกจากนี้ บริษัทยังจะเดินหน้ากลยุทธ์ร่วมกับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมพลาสติก จัดตั้ง CSC -Customer Solution Center เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยการส่งเสริม สนับสนุนและเป็นสื่อกลางในการพัฒนาและดำเนินธุรกิจให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกเติบโต โดยตั้งเป้าหมายจะมีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ HVP (High Value Product) ในพอร์ตกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย,ภาษี,ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของธุรกิจปิโตรเคมี ราว 50% ภายใน 10 ปี จากปัจจุบันมีไม่ถึง 10%

      นายสุพัฒน์พงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ระหว่างหาพันธมิตรเข้าร่วมลงทุน คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ต.ค. ส่วนมารูเบนนี ซึ่งเป็นพันธมิตรกับบริษัทในโครงการดังกล่าวนี้ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าจะยังร่วมเป็นพันธมิตรต่อหรือไม่ โดยยังต้องรอให้โครงการมีความคืบหน้าชัดเจนก่อน

                        อินโฟเควสท์

PTTGC อวดกำไรสุทธิไตรมาส 3/60 ที่ 9.95 พันลบ. โต 60% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เหตุปริมาณขาย-ราคาน้ำมันเพิ่ม

     บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC แจ้งผลดำเนินงานไตรมาส 3/60 มีกำไรสุทธิรวม 9,955 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.23 บาท/หุ้น ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 60 จากไตรมาส 3/2559 ซึ่งมีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 6,226 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.40 บาท/หุ้น และเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/2560 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,603 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.48 บาท/หุ้น และผลการดำเนินงานใน 9 เดือนแรกของปี 2560 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิรวม 29,740 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 88 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

        ไตรมาส 3/2560 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 104,583 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/2559 ร้อยละ 14 และเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2560 รายได้จากการขายปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มสูงขึ้นตามอัตราการใช้กาลังการผลิตที่ดีขึ้น จากจำนวนวันหยุดผลิตเพื่อซ่อมบำรุงตามแผนที่ลดลงและประสิทธิภาพของการเดินเครื่องที่ดีขึ้นของโรงงานอะโรเมติกส์ หน่วยที่ 2 หลังจากจากการเปลี่ยนตัวเร่งปฏิกิริยาพร้อมการซ่อมบารุงใหญ่ในต้นไตรมาสนี้ และตามระดับราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น โดยส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ในธุรกิจการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกผลิตภัณฑ์จากไตรมาส 3/2559 อย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากผลกระทบของพายุเฮอริเคนในเขตอุตสาหกรรมประเทศสหรัฐอเมริกาส่งผลให้ Market GRM ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 8.08 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/2559 ที่ 4.06 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรลและไตรมาส 2/2560 ที่ 6.11 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล

     สำหรับ ธุรกิจอะโรเมติกส์ ส่วนต่างราคาเบนซีนปรับตัวสูงขึ้นจากไตรมาส 3/2559 โดยได้รับปัจจัยบวกจากความต้องผลิตภัณฑ์ปลายน้ำอย่างผลิตภัณฑ์สไตรีนโมโนเมอร์ที่ปรับตัวดีขึ้นในขณะที่ส่วนต่างราคาพาราไซลีนในไตรมาสนี้ปรับตัวลดลงจากไตรมาส 3/2559

    ในไตรมาสนี้บริษัทฯ รายงาน Adjusted EBITDA อยู่ที่ 14,802 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 25 จากไตรมาส 3/2559 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากไตรมาสก่อนหน้า รวมทั้งมีการรับรู้ผลกาไรจากมูลค่าสต๊อกน้ามันและ NRV จานวน 963 ล้านบาท และรับรู้ผลกาไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจานวน 239 ล้านบาท

     ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานใน 9 เดือนแรกของปี 2560 พบว่ามีการปรับตัวดีขึ้น บริษัทฯมียอดขาย 318,002 ล้านบาทและ มี Adjusted EBITDA เท่ากับ 46,079 ล้านบาท คิดเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 31% และ 54% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วตามลำดับ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการดำเนินการที่ดีขึ้นทั้งจากปริมาณการขายที่เพิ่มสูงขึ้นจากการใช้กาลังการผลิตที่สูงขึ้นและส่วนต่างผลิตภัณฑ์โดยรวมที่ดีขึ้น

     สำหรับ แนวโน้มตลาดและธุรกิจในปี 2561 มีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้น จากรายงานอัตราความร่วมมือการลดปริมาณการผลิตน้ำมัน (Compliance Rate) ของกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC อยู่ในระดับที่ดีต่อเนื่อง

     สำหรับ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม บริษัทฯคาดว่าส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลจะมีการปรับตัวดีขึ้นจากค่าเฉลี่ยในปี 2560 ในขณะที่ส่วนต่างราคาน้ำมันเตาและแก๊ซโซลีนคาดว่าจะมีการปรับตัวลดลง โดยส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลกับน้ามันดิบดูไบคาดว่าจะอยู่ประมาณ 13 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ในขณะที่ส่วนต่างราคาน้ำมันเตาและแก๊ซโซลีนคาดว่าจะมีการปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ -3.5 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรลและ 14.2 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ตามลำดับ บริษัทฯจึงคาดว่า GRM ในปี 2561 จะมีค่าเฉลี่ยประมาณ 7.0 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ทั้งนี้ในส่วนของการใช้กาลังการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันคาดว่าจะสามารถดำเนินการผลิตได้ร้อยละ 100 และไม่มีแผนการหยุดซ่อมบำรุงในปี 2561

       แนวโน้มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์คาดว่าส่วนต่างของผลิตภัณฑ์พาราไซลีนกับคอนเดนเสทในปี 2561 จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในปี 2560 โดยคาดว่าจะอยู่ประมาณ 377 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน

       แนวโน้มของสถานการณ์ผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องมีแนวโน้มอ่อนตัว โดยคาดว่าราคาเอทิลีนจะอยู่ราว 1,009 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน และราคาเฉลี่ยเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีนจะอยู่ราว 1,133 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน โดยตลาดคาดการณ์ว่ากำลังการผลิตจากโครงการใหม่ในประเทศสหรัฐอเมริกาจะเป็นปัจจัยที่สำคัญและมีผลกระทบต่อภาพรวมของตลาด

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

  

apm

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!