WORLD7

sme624x100 giftqm720

30ภาวะตลาดหุ้นไทย: แนวโน้มดัชนีเช้านี้ปรับขึ้นทดสอบ 1,800 จุด ก่อนเผชิญแรงขายกดตลาดย่อเล็กน้อย,ราคาน้ำมันขึ้นยังหนุน
นายกิตติชาญ ศิริสุขอาชา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์รายย่อย บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยช่วงเช้ามีโอกาสที่ดัชนีจะปรับเพิ่มขึ้นไปทดสอบระดับ 1,800 จุด และหลังจากนั้นคาดว่าจะเห็นการย่อตัวลงมาจากแรงขายทำกำไร โดยมองว่าภาพรวมการปรับตัวขึ้นของดัชนีในวันนี้จะทำได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ทั้งนี้ ตลาดฯมีปัจจัยหนุนมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังจากที่สหรัฐฯได้ประกาศสต็อกน้ำมันดิบต่ำกว่าที่ตลาดคาด อีกทั้งผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯงวดปี 60 มีแนวโน้มจะออกมาดี ส่งผลต่อภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก และในช่วงเช้านี้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่เปิดทำการซื้อขายแล้วส่วนใหญ่ดัชนีปรับตัวขึ้น ยกเว้นตลาดหุ้นสิงคโปร์ และไต้หวัน ที่ดัชนีปรับตัวลงเล็กน้อย
พร้อมให้แนวต้าน 1,800 จุด แนวรับ 1,783 จุด
ประเด็นการพิจารณาการลงทุน
- ตลาดหุ้นนิวยอร์กล่าสุด (4 ม.ค.61) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,075.13 จุด เพิ่มขึ้น 152.45 จุด (+0.61%), ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,723.99 จุด เพิ่มขึ้น 10.93 จุด (+0.40%), ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,077.91 จุด เพิ่มขึ้น 12.38 จุด (+0.18%)
- ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 136.67 จุด , ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีน เพิ่มขึ้น 0.75 จุด, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้น 157.38 จุด, ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวัน เพิ่มขึ้น 8.29 จุด, ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 1.18 จุด, ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซีย เพิ่มขึ้น 1.34 จุด ,ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 10.39 จุด ,ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้น 3.58 จุด
- ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (4 ม.ค.61) 1,791.02 จุด เพิ่มขึ้น 12.49 จุด (+0.70%)
- นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,083.18 ล้านบาท เมื่อวันที่ 4 ม.ค.61
- ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ก.พ. ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการล่าสุด (4 ม.ค.61) ปิดที่ระดับ 62.01 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 38 เซนต์/บาร์เรล หรือ 0.6%
- ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (4 ม.ค.61) ที่ 6.03 ดอลลาร์/บาร์เรล
- เงินบาทเปิด 32.20 บาท แข็งค่าต่อจากเย็นวานนี้ตามสกุลเงินภูมิภาค,มองกรอบวันนี้ 32.10-32.25 บาท
- ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยหุ้นไทยเนื้อหอมต่างชาติรุมตอม สร้างประวัติศาสตร์ทำสถิติดัชนีซื้อขายกระหน่ำ ระหว่างวันนับแสนล้านบาทสูงสุดในรอบ 43 ปีที่ 1,791.39 จุด มูลค่าซื้อขายกว่า 9 หมื่นล้านบาท และรองนายกรัฐมนตรี เผยผลบวก จากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ที่มีต่อพื้นฐานเศรษฐกิจไทย สะท้อนทิศทางอนาคตเติบโตไปในทิศทางที่ดี คาดดัชนีพุ่งขยับแตะสูงถึง 2,000 จุด ส่วนราคาทองคำสวนทาง ปรับลดลง 150 บาท
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเปิดตลาดปี 61 แตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 3 ปีที่ 32.22 บาทต่อดอลล์าร์สหรัฐ หลังแข็งค่าทะลุแนว 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน่าจะเป็นแนวสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดแรงขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯตามปัจจัยทางเทคนิคตามมา ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯยังคงไร้ปัจจัยสนับสนุนที่มีนัยสำคัญ แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังคงทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นท่าทีที่ต่างจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทยซึ่งมีโอกาสทรงตัวที่ระดับ 1.50% ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของปี 61
- ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนธ.ค.60 พบว่า ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 อยู่ที่ระดับ 79.2 สูงสุดในรอบ 35 เดือนนับตั้งแต่เดือน ก.พ.58 ตามภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น จากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงปลายปี รวมทั้งเริ่มมีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 เนื่องจากยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะราคาพืชผลทางการเกษตรส่วนใหญ่ ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้กำลังซื้อทั่วไปในต่างจังหวัดยังไม่คล่องตัว
- โบรกชี้ mai เริ่มน่าสนใจลงทุนใน 3 เดือนข้างหน้า มองกลุ่มเทคโนโลยีโดดเด่นสุด แถมแรงขาย LTF/RMF ไม่กระทบหุ้น mai จึงให้น้ำหนัก Overweight ชู ATP30, ARROW, COMAN, CMO, MGT และ PPS โดดเด่น พร้อมชี้กลุ่มอสังหาฯกำไรพีคสุด 181%
*หุ้นเด่นวันนี้
-MINT (ฟินันเซียฯ) แนะ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 48 บาท มองเป็นหุ้นใน SET50 ที่ยัง laggard และด้วยพื้นฐานที่ไม่ได้มีประเด็นกดดัน ทำให้คาดว่า MINT จะกลับมาได้รับความน่าสนใจในฐานะ laggard play เร็วๆนี้ โดยคาดกำไร 4Q60-1Q61 โตทั้ง Q-Q และ Y-Y จากไฮซีซั่นโดยคาดว่าจะได้เห็นกำไรทำจุดสูงสุดใหม่ใน 1Q61 ขณะที่ธุรกิจอาหารคาดว่าจะค่อยๆฟื้น และ SSSG จะพลิกเป็นบวกใน 4Q60 คาดกำไรทั้งปี 60 ที่ 5.6 พันล้านบาท +23% Y-Y ส่วนปี 61 คาด +15% Y-Y อยู่ที่ 6.5 พันล้านบาท จากการขยายตัวในทุกธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ
-SQ (เออีซี) แนะ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 6.65 บาท คาดกำไรปี 60 โต 18.4% YoY และคาดโตต่อ 29.7% YoY หนุนด้วย Backlog ปัจจุบันที่มีอยู่ราว 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดรองรับรายได้ต่อเนื่องราว 9 ปี อีกทั้งยังมีผลของการประหยัดต่อขนาดหนุนมาร์จิ้นขยับเพิ่มขึ้น และราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside 31.7% และคาดให้ Div.Yield ปีนี้ที่ 2.1%
-CBG (ซีไอเอ็มบี) แนะ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 99 บาท คาดยอดส่งออกของ CBG จะเติบโตเฉลี่ย 52% CAGR ในปี FY17-19 จากการบุกตลาดจีนเชิงรุกและเดินหน้า ขยายกิจการเข้าสู่ตลาดกัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม พร้อมประมาณการปริมาณขายในตลาดจีนอยู่ที่ 307 ล้านกระป๋องในปี FY61 และ 476 ล้านกระป๋องในปี FY62 ซึ่งประมาณการในปีหน้าอยู่ในช่วงล่างของกรอบเป้าหมายของบริษัทที่ 300-500 ล้านกระป๋อง และแม้ ICUK (บริษัทย่อยใน UK ของ CBG) จะยังไม่ทำกำไรในปี FY62 แต่ยอดขายน่าจะทยอยเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มพื้นที่จัดจำหน่ายหลังบริษัทสามารถวางจำหน่ายสินค้าในเครือข่าย modern trade ใน UK หลายบริษัท ส่งผลให้ประมาณการปริมาณขายใน UK อยู่ที่ 9.8 ล้านกระป๋อง, 23.2 ล้านกระป๋องและ 51.4 ล้านกระป๋องในปี FY60-62 ตามลำดับ ทั้งนี้ประมาณการที่ออกมาในปีหน้ายังต่ำกว่าเป้าของ CBG ที่ 40 ล้านกระป๋อง แต่มองว่ายอดขายใน UK อาจมี upside จากการวางจำหน่ายสินค้าในสาขาของ Tesco PLC (TSCO LN, Not Rated) ใน UK ซึ่งน่าจะอยู่ในราว 1H61
-PSL (ไอร่า) แนะ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 14.10 บาท แนวโน้ม 4Q60 ดีกว่า 3Q60 ล่าสุดค่าระวางเรือเฉลี่ย เพิ่มขึ้นกว่า 20% QTD โดยค่าเฉลี่ย QTD ดัชนี Baltic Supramax และ Handymax เพิ่มขึ้น 25% และ 29% ตามลำดับ ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าจะทำให้ PSL มีกำไรใน 4Q60 ราว 100 ล้านบาท และเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดในรอบหลายปี โดยประเมินว่าค่าระวางใน 4Q60 จะเป็นช่วงที่ดีที่สุดของปี โดยได้รับแรงหนุนจากการเข้าสู่ช่วง High Season ที่ปกติแล้วในเดือน พ.ย.-ธ.ค. จะเป็นช่วงที่กิจกรรมการนำเข้าสินแร่เหล็ก และถ่านหิน ของจีน อยู่ในช่วงสูงสุด และมองว่า Demand-Supply กำลังเข้าสู่สมดุลอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าปริมาณเรือปลดระวางจะชะลอลงบ้าง หลังจากค่าระวางเรือปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับข้อกำหนดการจัดการน้ำถ่วงเรือที่เลื่อนออกไปเป็นปี 63 และเปิดโอกาสให้เรืออายุมากยังอยู่ต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง แต่ในแง่ของเรือสั่งต่อใหม่ยังอยู่ในระดับต่ำ จากสถานะทางการเงินของทั้งอู่เรือและผู้ประกอบการเดินเรือที่ไม่อำนวย ล่าสุด Order Book ของเรือเทกองอยู่ที่ 7.5% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ (ช่วงเลวร้ายอยู่ที่ราว 70% ในปี 51) ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์เรือเทกองในปี 61 จะดีกว่าปี 60

ตลาดหุ้นเอเชียปิดภาคเช้าปรับตัวขึ้น นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ
          ตลาดหุ้นเอเชียปิดภาคเช้าวันนี้ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสทั้งของสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย ในขณะเดียวกันนักลงทุนต่างรอดูการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนธ.ค.ของสหรัฐในวันนี้
ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดภาคเช้าที่ 30,791.59 จุด เพิ่มขึ้น 55.11 จุด, +0.18% ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดภาคเช้าที่ 23,547.78 จุด เพิ่มขึ้น 41.45 จุด, +0.18% ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียปิดภาคเช้าที่ 1,814.05 จุด เพิ่มขึ้น 10.60 จุด, +0.59%
ข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้มีการเปิดเผยแล้วในวันนี้ ได้แก่ สำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลีย (ABS) เปิดเผยว่า ออสเตรเลียขาดดุลการค้าในเดือนพ.ย. มูลค่า 628 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเกินดุลการค้าราว 800 ล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ย.
ABS ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้ออสเตรเลียขาดดุลการค้าในเดือนพ.ย.นั้น มาจากยอดส่งออกที่ทรงตัว ขณะที่ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 1%
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) รายงานว่า ฐานเงินของญี่ปุ่นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นในปี 2560 เป็นปีที่ 11 ติดต่อกัน โดยทำสถิติแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นได้เดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงิน
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ฐานเงินซึ่งประกอบไปด้วยกระแสเงินสดและเงินฝากของสถาบันการเงินที่ฝากไว้กับธนาคารกลางญี่ปุ่น อยู่ที่ 480 ล้านล้านเยน (4.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ณ ปลายเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 9.7% จากปี 2559
กระทรวงแรงงานสหรัฐมีกำหนดเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนธ.ค.ในวันนี้ เวลา 20.30 น.ตามเวลาไทย ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้นราว 190,000 ตำแหน่งในเดือนธ.ค. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 228,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.1%
ส่วนตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนธ.ค. หลังจากที่ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนพ.ย.

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: หุ้นกลุ่มน้ำมันพุ่ง หนุนฟุตซี่ปิดทำนิวไฮ
         ตลาดหุ้นลอนดอนปิดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อคืนนี้ (4 ม.ค.) ด้วยแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานที่ทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง สืบเนื่องจากความวิตกกังวลในสถานการณ์ความไม่สงบในอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ในกลุ่มโอเปก
ดัชนี FTSE 100 เพิ่มขึ้น 24.77 จุด หรือ +0.32% ปิดที่ 7,695.88 จุด
ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นลอนดอนเมื่อคืนนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้นนำตลาดจากปัจจัยราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น สืบเนื่องจากสถานการณ์ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านยังคงตึงเครียด ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 20 คน และมีผู้ถูกทางการจับกุมกว่า 400 คน โดยหุ้นบีพี เพิ่มขึ้น 1.1% และหุ้นรอยัล ดัทช์ เชลล์ เพิ่มขึ้น 1.1%
ตลาดหุ้นลอนดอนยังได้แรงหนุนจากข้อมูลภาคบริการที่แข็งแกร่งของอังกฤษ โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการของสหราชอาณาจักรพุ่งขึ้นเกิดคาดสู่ระดับ 54.2 ในเดือนธ.ค. จากระดับ 53.8 ในเดือนพ.ย. ทั้งนี้ข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าวช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน หลังจากที่อังกฤษเปิดเผยข้อมูลดัชนี PMI ภาคการผลิตและก่อสร้างที่ชะลอตัวลงก่อนหน้านี้
หุ้นจดทะเบียนรายใหญ่ที่น่าจับตา หุ้นวิตเบรด ขยับขึ้น 0.7% หลังบริษัทซึ่งเป็นเจ้าของเชนร้านกาแฟคอสตา คอฟฟีและเครือโรงแรมพรีเมียร์ อินน์ รายนี้เปิดเผยว่า อดัม โครซิเออร์ จะดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มบริษัทแทนริชาร์ด เบเกอร์ ที่จะก้าวลงจากเก้าอี้บอร์ดบริหารในวันที่ 28 ก.พ.

ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดบวก รับหุ้นพลังงาน,หุ้นรถยนต์พุ่ง
        ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเมื่อคืนนี้ (4 ม.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มรถยนต์ดีดตัวขึ้น ขานรับรายงานยอดขายรถยนต์ในสหรัฐที่ออกมาดีเกินคาด
ดัชนี Stoxx Europe 600 เพิ่มขึ้น 0.9% ปิดที่ 393.68 จุด ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย.
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันปิดที่ 13,167.89 จุด พุ่งขึ้น 189.68 จุด หรือ +1.46% ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 5,413.69 จุด เพิ่มขึ้น 82.41 จุด หรือ +1.55% ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,695.88 จุด เพิ่มขึ้น 24.77 จุด หรือ +0.32%
หุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเมื่อคืนนี้ เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิหร่าน และรายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐที่ปรับตัวลดลงมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว โดยหุ้นบีพี หุ้นรอยัล ดัทช์ เชลล์ ต่างก็ปรับตัวขึ้น 1.1% ขณะที่หุ้นทุลโลว์ ออยล์ พุ่งขึ้น 2.1% และหุ้นโททาล เพิ่มขึ้น 2%
ส่วนหุ้นกลุ่มรถยนต์ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยหุ้นเฟียต ไครส์เลอร์ ออโตโมบิลส์ ทะยานขึ้น 8.4% หุ้นเรโนลท์ ดีดตัวขึ้น 1.3% และหุ้นเดมเลอร์ พุ่งขึ้น 1.2%
หุ้นวิตเบรด ซึ่งเป็นเจ้าของเชนร้านกาแฟคอสตา คอฟฟีและเครือโรงแรมพรีเมียร์ อินน์ ขยับขึ้น 0.7% หลังจากบริษัทเปิดเผยว่า นายอดัม โครซิเออร์ จะดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มบริษัทแทนนายริชาร์ด เบเกอร์ ที่จะก้าวลงจากเก้าอี้บอร์ดบริหารในวันที่ 28 ก.พ.
นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลกยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนบรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นยุโรปให้เป็นไปอย่างคึกคัก โดยดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กทำสถิติพุ่งทะลุแนว 25,000 จุดเป็นครั้งแรกเมื่อคืนนี้ ขานรับตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐที่พุ่งขึ้นเกินคาด ขณะที่ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดที่ระดับสูงสุดในรอบ 26 ปีเมื่อวานนี้ เนื่องจากนักลงทุนมีมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม หุ้นแอร์ฟรานซ์-เคแอลเอ็ม ร่วงลง 1.9% หลังจากสหภาพนักบินของแอร์ฟรานซ์ขู่ว่าจะผละงานประท้วงในวันที่ 11 ม.ค.นี้ จนกว่าฝ่ายบริหารของแอร์ฟรานซ์จะยอมรับข้อเรียกร้องของทางสหภาพ

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 152.45 จุด รับตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐสดใส
       ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นทะลุแนว 25,000 จุดเป็นครั้งแรกเมื่อคืนนี้ (4 ม.ค.) โดยดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีปิดทำนิวไฮติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เนื่องจากนักลงทุนมีมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐ หลังจากออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐพุ่งขึ้นเกินคาดในเดือนธ.ค. ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนธ.ค.ซึ่งกระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยในวันนี้
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,075.13 จุด เพิ่มขึ้น 152.45 จุด หรือ +0.61% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,723.99 จุด เพิ่มขึ้น 10.93 จุด หรือ +0.40% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,077.91 จุด เพิ่มขึ้น 12.38 จุด หรือ +0.18%
ตลาดหุ้นนิวยอร์กทำสถิติปิดทำนิวไฮติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เมื่อคืนนี้ หลังจาก ADP และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐพุ่งขึ้น 250,000 ตำแหน่งในเดือนธ.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 190,000 ตำแหน่ง และสูงกว่าระดับ 185,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย.
ทั้งนี้ ตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐในเดือนธ.ค.ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. และเมื่อพิจารณาทั้งปี 2560 ภาคเอกชนจ้างงานรวม 2.54 ล้านตำแหน่ง เฉลี่ยเดือนละ 212,000 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่พุ่งขึ้นเหนือระดับ 62 ดอลลาร์/บาร์เรลเมื่อคืนนี้ หลังจากมีรายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐลดลงมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา
หุ้นกลุ่มธนาคารดีดตัวขึ้น นำโดยหุ้นเวลส์ ฟาร์โก พุ่งขึ้น 1.3% หุ้นเจพีมอร์แกน เชส ปรับขึ้น 1.4% หุ้นแบงก์ ออฟ อเมริกา ดีดตัวขึ้น 1.3% และหุ้นโกลด์แมน แซคส์ พุ่งขึ้น 1.4% เช่นกัน
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยหุ้นอัลฟาเบท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล ดีดตัวขึ้น 0.4% หุ้นอเมซอนดอทคอม ปรับตัวขึ้น 0.5% หุ้นไมโครซอฟต์ เพิ่มขึ้น 0.9%
อย่างไรก็ตาม หุ้นอินเทล ร่วงลง 1.8% หลังจากอินเทลออกมายอมรับว่า ชิปของทางบริษัทมีข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยตามที่มีรายงานข่าวก่อนหน้านี้จริง ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการถูกแฮก โดยบริษัทได้ให้คำมั่นว่าจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
หุ้นเมซีย์ ห้างค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ ร่วงลง 3.3% หลังจากบริษัทเปิดเผยยอดขายเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในช่วงเทศกาลวันหยุด พร้อมประกาศแผนปรับลดพนักงานหลายพันคนในปีนี้
นักลงทุนจับตากระทรวงแรงงานสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนธ.ค.ในวันนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้นราว 190,000 ตำแหน่งในเดือนธ.ค. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 228,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.1%
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่จะมีการเปิดเผยในวันนี้ ได้แก่ ดุลการค้าเดือนพ.ย., ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนพ.ย. และดัชนีภาคบริการเดือนธ.ค.จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM)
--อินโฟเควสท์
OO4178

apm

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!