WORLD7

sme624x100 giftqm720

17ภาวะตลาดหุ้นไทย: แนวโน้มดัชนีเช้านี้มีโอกาสปรับฐาน หลังปัจจัยแวดล้อมไม่เปลี่ยน-แรงซื้อสถาบันแผ่ว-ต่างชาติยังขาย
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้มีโอกาสที่จะปรับฐานต่อ เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมไม่ได้มีอะไรเปลี่ยน ขณะที่ตลาดฯยังไม่มีปัจจัยบวกอะไรใหม่เข้ามา และตลาดฯก็ได้ปรับตัวขึ้นไปมากแล้วในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ แรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันก็เริ่มบางลง ขณะทีนักลงทุนต่างชาติยังคงขายอยู่ และปัจจัยพื้นฐานก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ทำให้นักลงทุนขายทำกำไรออกมา
ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบอย่างไร้ทิศทางชัดเจน
พร้อมให้แนวรับ 1,780 จุด ส่วนแนวต้าน 1,800 จุด
ประเด็นการพิจารณาการลงทุน
- ตลาดหุ้นนิวยอร์กล่าสุด (8 ม.ค.61) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,283.00 จุด ลดลง 12.87 จุด (-0.05%), ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,747.71 จุด เพิ่มขึ้น 4.56 จุด (+0.17%), ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,157.39 จุด เพิ่มขึ้น 20.83 จุด (+0.29%)
- ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 234.44 จุด, ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีน ลดลง 3.37 จุด, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้น 33.98 จุด, ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวัน เพิ่มขึ้น 6.60 จุด, ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ลดลง 2.55 จุด, ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 2.58 จุด, ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซีย เพิ่มขึ้น 5.11 จุด, ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้น 13.84 จุด
- ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (8 ม.ค.61) 1,792.81 จุด ลดลง 2.64 จุด (-0.15%)
- นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 3,270.54 ล้านบาท เมื่อวันที่ 8 ม.ค.61
- ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ก.พ. ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการล่าสุด (8 ม.ค.61) ปิดที่ระดับ 61.73 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 29 เซนต์ หรือ 0.5%
- ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (8 ม.ค.61) ที่ 6.01 ดอลลาร์/บาร์เรล
- เงินบาทเปิด 32.22 อ่อนค่าจากวานนี้ หลังมีเงินไหลออก มองกรอบวันนี้ 32.10-32.30
- ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ คาดการณ์ปี 2561-2563 การลงทุนด้านไอทีของไทยจะมีเม็ดเงินสูงถึง 5 แสนล้านบาท เพิ่มจากปี 2560 ที่ลงทุนราว 4.2 แสนล้านบาท โดยบริษัทยักษ์ใหญ่จะลงทุนมากกว่าบริษัทเล็กที่เร่งปรับรูปแบบ การทำธุรกิจและการเข้าถึงผู้บริโภคที่พฤติกรรมการใช้บริการเปลี่ยนไป
- การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 9 ม.ค.นี้ คลังจะเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเฟส 2 ให้ ครม.เห็นชอบ ซึ่งเดิมจะเสนอสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ได้นำกลับมาแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติม จากเดิมที่เป็นมาตรการฝึกอาชีพเพิ่มรายได้ จะให้กับผู้ลงทะเบียนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน คือมีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ปี ซึ่งมีอยู่ประมาณ 5 ล้านกว่าคนเท่านั้น
- ตลาดหลักทรัพย์ เผยปี 2561-2563 พัฒนาคุณภาพบจ.ทั้งการระดมทุนและดูแลใกล้ชิด หวังรักษามาร์เก็ตแคป150%ต่อจีดีพี ระยะยาว วางงบ 1 พันล้านบาท ลงทุนสตาร์ทอัพ พร้อมผุดแผนตั้งกระดานซีแอลเอ็มวี สร้างโอกาส ระดมทุนกลุ่มลุ่มน้ำโขง
- สมาคมตราสารหนี้ไทยเผยปี 2560 เอกชนแห่ออกหุ้นกู้ หนุนยอดออกตราสารหนี้เอกชนทะลุ 8 แสนล้าน สูงกว่าเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 7 แสนล้าน ชี้แนวโน้มเอกชนรายใหญ่ ยังใช้ตลาดตราสารหนี้เป็นช่องทางระดมทุนหลัก แม้ช่วงแรกจะใช้สินเชื่อ แบงก์ แต่ก็ออกหุ้นกู้ไปรีไฟแนนซ์มีต้นทุนถูกกว่า
- ศูนย์วิเคราะห์ เศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC SCB) เผยประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตที่ระดับ 4% ใกล้เคียงกับปีก่อน แต่ปัจจัยที่แตกต่างกันมาจากความเสี่ยงภายนอกประเทศ ที่ลดลงมากเศรษฐกิจกลุ่มประเทศหลักเติบโตได้ดีขึ้นต่อเนื่องหนุนการส่งออก และท่องเที่ยวของไทยต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ส่งออกปีนี้เติบโตได้ 5% และมีความเป็นไปได้ที่จะสูงกว่านี้ จากปีก่อนที่คาดการณ์เติบโต 10% และ จีดีพีในครึ่งปีหลังน่าจะเติบโตได้ดีกว่าครึ่งปีแรก ที่ระดับ 4% จากไตรมาสแรกที่ 3.9% หลังเม็ดเงินลงทุน ออกมาเต็มที่ ทั้งในส่วนของการลงทุนของภาครัฐในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ต่างๆ และโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (ECC) ซึ่งคาดการณ์เม็ดเงินลงทุนภาครัฐปีนี้ที่ 160,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่ 80,000 ล้านบาท
- คลังยันไม่มีมาตรการแทรกแซง แม้สถานการณ์บาทไทยยังแข็งโป๊ก เชื่อมือ ธปท.คุมเกมอยู่หมัด มองเป็นโอกาสเร่งนำเข้าลงทุน กกร.ยื่นหนังสือ "บิ๊กตู่" ขึ้นค่าแรงไม่ควรเป็นอัตราเดียวทั่วประเทศ ห่วงค่าแรง-เงินบาท ชี้ศึกษาผลกระทบต่อราคาสินค้า
*หุ้นเด่นวันนี้
- AIMIRT (ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เอไอเอ็ม อินดัสเทรียล โกรท) ด้านบล.เคทีบี (ประเทศไทย) ประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 11.15 บาท โดยใช้วิธี NAV income approach ของปี 2018 (Discounted cash flow), โดยอิง WACC 7.3%, และ Terminal 3%
กอง AIMIRT ลงทุนในทรัพย์สินที่เป็น Freehold ต่างจากกอง REIT ส่วนใหญ่ ทำเลทรัพย์สินเป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจ การขนส่งและการกระจายสินค้า ทรัพย์สินมีอายุน้อย คุณภาพและศักยภาพสูง รายได้ของกองมาจากอาคารคลังห้องเย็น และคลังสินค้ากลุ่ม JWD 75% และอาคารคลังสินค้ากลุ่ม TIP (SME Factory เดิม) 25% คาดกองจะมีเงินสดสุทธิที่สามารถนำมาปันส่วนแบ่งกำไรและแบ่งส่วนทุน 111-114 ล้านบาทในช่วงปี 2561-2564
- AP (กสิกรไทย) "ซื้อ"เป้า 9.80 บาท ยอดขายปี 60 ที่ 4.3 หมื่นลบ.เพิ่มขึ้น 92.2% YoY คิดเป็นสัดส่วนถึง 165.3% ของเป้าต้นปีที่ 2.6 หมื่นลบ.ทั้งแนวราบและคอนโดฯสร้างการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ แนวราบโต 20.2% เป็น 14.8 พันลบ. ขณะที่คอนโดฯโต 180.6% เป็น 28.2 พันลบ.เป็นผลจากความสำเร็จโครงการใหม่ ประเด็นดังกล่าวจะส่งผลบวกต่อราคาหุ้น โดยเฉพาะการเติบโตที่ดีของแนวราบซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดการเติบโตของกำไรในระยะสั้นของบริษัทได้
- COMAN (ฟินันเซีย ไซรัส) "ซื้อ"เป้า 9.00 บาท จำนวนนักท่องเที่ยวในอาเซียนที่พุ่งขึ้น 8% Y-Y อยู่ที่ 125 ล้านคนในปี 60 และจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ย 6% ต่อปีจนแซงหน้าอเมริกาครั้งแรกในปี 64 เป็นบวกกับ COMAN ที่เป็นผู้ขายซอฟแวร์ให้กับโรงแรมและร้านอาหารทั่วอาเซียน ตลาดใหญ่สุด คือ ฟิลิปปินส์และอินโดฯ รวมถึงเวียดนามที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ด้วยสัดส่วนรายได้ต่างประเทศที่ยังต่ำเพียง 13% ของรายได้รวม จึงคาดจะเป็นตัวเปิด Upside ในปีนี้ กำไรสุทธิ Q4/60 คาด 15 ลบ.+66% Q-Q ดีกว่าคาดการณ์เดิมที่ 8 ลบ.
- TMT (ไอร่า) เป้า 19.75 บาท คาดเงินปันผลปี 60 ประมาณ 1.10 บาท คิดเป็น Div.Yield สูงเกือบ 7.0% แม้ภาพรวมตลาดทรงตัว แต่ยังสามารถเพิ่ม Market Share ต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ HRC จาก 8.0% เมื่อปี 55 เป็น 11%ในปี 59 และ 9M/60 อยู่ที่ 13.0% ทั้งการเพิ่มยอดขายจากกลุ่มลูกค้าเดิม และการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ พร้อมเป้าหมาย Market Share ที่ 25% ในปี 64 ภายใต้ 3Q/60 ที่มีกำไรสุทธิโดดเด่น (207 ล้านบาท) รวมถึงแนวโน้ม 4Q/60 ที่คาดกำไรสุทธิยังทรงตัวในระดับที่ดี (คาดกำไรสุทธิ 180 ล้านบาท) คาดกำไรสุทธิปี 60 อยู่ที่ 679 ล้านบาท
 
ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นเช้านี้ ขานรับตลาดหุ้นญี่ปุ่นทะยาน
         ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ทะยานแข็งแกร่ง เนื่องจากนักลงทุนต่างเข้าซื้อหุ้นหลังกลับมาจากวันหยุดเนื่องในวันฉลองบรรลุนิติภาวะเมื่อวานนี้
ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 23,948.97 จุด เพิ่มขึ้น 234.44 จุด, +0.99% ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 3,406.11 จุด ลดลง 3.37 จุด, -0.10% ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 30,933.51 จุด เพิ่มขึ้น 33.98 จุด, +0.11% ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันเปิดวันนี้ที่ 10,922.35 จุด เพิ่มขึ้น 6.60 จุด, +0.06% ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เปิดวันนี้ที่ 2,510.73 จุด ลดลง 2.55 จุด, -0.10% ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์เปิดวันนี้ที่ 3,514.76 จุด เพิ่มขึ้น 2.58 จุด, +0.07% ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียเปิดวันนี้ที่ 1,837.26 จุด เพิ่มขึ้น 5.11 จุด, +0.28% ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์เปิดวันนี้ที่ 8,758.96 จุด เพิ่มขึ้น 13.84 จุด, +0.16%
นอกจากนี้ นักลงทุนกำลังจับตาตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐซึ่งจะมีการเปิดเผยในสัปดาห์นี้ เพื่อจับสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ของเฟด โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนธ.ค. ในวันพฤหัสบดีที่ 11 ม.ค. และจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนธ.ค. ในศุกร์ที่ 12 ม.ค.
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่จะมีการเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจขนาดย่อมเดือนธ.ค. โดย NFIB, ดัชนีราคานำเข้า-ดัชนีราคาส่งออกเดือนธ.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนธ.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดค้าปลีกเดือนธ.ค. และสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนพ.ย.

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: หุ้นกลุ่มสร้างบ้าน-ค้าปลีกร่วง ฉุดฟุตซี่ปิดลบ 27.71 จุด
        ตลาดหุ้นลอนดอนปิดในแดนลบเมื่อคืนนี้ (8 ม.ค.) ด้วยแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มสร้างบ้านและกลุ่มค้าปลีกที่ปรับตัวลงกันถ้วนหน้า
ดัชนี FTSE 100 ลดลง 27.71 จุด หรือ -0.36% ปิดที่ 7,696.51 จุด
ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นลอนดอนเมื่อคืนนี้ หุ้นกลุ่มค้าปลีกได้รับแรงกดดันภายหลังจากที่บริษัทมาเธอร์แคร์ ออกรายงานเตือนเกี่ยวกับผลกำไรของบริษัท โดยหุ้นมาเธอร์แคร์ ดิ่งลงอย่างหนักถึง 28%
ขณะที่หุ้นมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ ขยับลง 0.9% หุ้นคิงฟิชเชอร์ ขยับลง 0.7% แต่หุ้นเน็กซ์ ปรับตัวขึ้น 1.6%
หุ้นกลุ่มสร้างบ้านปรับตัวลง โดยหุ้นเพอร์ซิมมอน ลดลง 1.1% หุ้นบาร์ราตต์ เดเวลลอปเมนต์ส ลดลง 1.6% และหุ้นเทย์เลอร์ วิมปีย์ ลดลง 1.2% หลังฮาลิแฟกซ์เปิดเผยว่า ราคาบ้านในสหราชอาณาจักรปรับตัวลง 0.6% ในเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2560
นักลงทุนจับตาการปรับคณะรัฐมนตรีของนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษอย่างใกล้ชิด โดยนางเมย์เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า เธอต้องการจะบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขภายหลัง Brexit กับสหภาพยุโรป (EU) ภายในเดือนมี.ค.นี้

ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดบวก รับความเชื่อมั่นเศรษฐกิจพุ่งสูงสุดในรอบ 17 ปี
        ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเมื่อคืนนี้ (8 ม.ค.) หลังจากคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ (ESI) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 17 ปีในเดือนธ.ค. อย่างไรก็ตาม การร่วงลงของหุ้นกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มธุรกิจสร้างบ้าน ได้ฉุดตลาดหุ้นลอนดอนปิดในแดนลบ
ดัชนี Stoxx Europe 600 ปรับตัวขึ้น 0.3% ปิดที่ 398.41 จุด
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันปิดที่ 13,367.78 จุด เพิ่มขึ้น 48.14 จุด หรือ +0.36% ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 5,487.42 จุด เพิ่มขึ้น 16.67 จุด หรือ +0.30% ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,696.51 จุด ลดลง 27.71 จุด หรือ -0.36%
ตลาดหุ้นยุโรปดีดตัวขึ้นหลังจากคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ (ESI) ซึ่งวัดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจในยูโรโซน พบว่า ดัชนีพุ่งขึ้น 1.4 จุด สู่ระดับ 116.0 ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2543 โดยดัชนี ESI ในเดือนธ.ค. ได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นในภาคบริการ, ค้าปลีก และภาคก่อสร้าง
หุ้นดอยช์ ลุฟฮันซ่า พุ่งขึ้น 1% หลังจากบริษัทปรับเพิ่มแนวโน้มผลประกอบการในปี 2561
อย่างไรก็ตาม ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดในแดนลบ เนื่องจากแรงขายที่ส่งเข้าฉุดหุ้นกลุ่มค้าปลีก หลังจากบริษัทมาเธอร์แคร์ ออกรายงานเตือนเกี่ยวกับผลกำไรของบริษัท โดยหุ้นมาเธอร์แคร์ ดิ่งลงอย่างหนักถึง 28% ขณะที่หุ้นมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ ขยับลง 0.9% หุ้นคิงฟิชเชอร์ ขยับลง 0.7% แต่หุ้นเน็กซ์ ปรับตัวขึ้น 1.6%
หุ้นกลุ่มสร้างบ้านปรับตัวลงเช่นกัน โดยหุ้นเพอร์ซิมมอน ลดลง 1.1% หุ้นบาร์ราตต์ เดเวลลอปเมนต์ส ลดลง 1.6% และหุ้นเทย์เลอร์ วิมปีย์ ลดลง 1.2% หลังฮาลิแฟกซ์เปิดเผยว่า ราคาบ้านในสหราชอาณาจักรปรับตัวลง 0.6% ในเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2560

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: แรงขายทำกำไรฉุดดาวโจนส์ปิดลบ 12.87 จุด นลท.จับตาผลประกอบการแบงก์ใหญ่
       ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดขยับลงเมื่อคืนนี้ (8 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากดาวโจนส์พุ่งขึ้นติดต่อกัน 4 วันทำการ อย่างไรก็ตาม ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ยังคงเดินหน้าทำนิวไฮ โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่นักลงทุนจับตาผลประกอบการของธนาคารรายใหญ่ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค และเวลส์ ฟาร์โก
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,283.00 จุด ลดลง 12.87 จุด หรือ -0.05% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,157.39 จุด เพิ่มขึ้น 20.83 จุด หรือ +0.29% และดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,747.71 จุด เพิ่มขึ้น 4.56 จุด หรือ +0.17%
ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดอ่อนแรงลง หลังจากพุ่งขึ้นทำนิวไฮติดต่อกัน 4 วันทำการก่อนหน้านี้ โดยได้ปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนธ.ค.ของสหรัฐที่ขยายตัวน้อยกว่าคาดนั้น อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
หุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลง โดยหุ้นเวลส์ ฟาร์โก และหุ้นซิตี้กรุ๊ป ต่างก็ร่วงลงกว่า 1% ขณะที่หุ้นโกลด์แมน แซคส์ ดิ่งลง 1.5% ขณะที่นักลงทุนจับตาผลกระทบจากมาตรการปฏิรูปภาษีของรัฐบาลสหรัฐที่จะมีต่อภาคธนาคาร นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 4 ในวันศุกร์นี้ ได้แก่เจพีมอร์แกน ธนาคารแบล็คร็อค และธนาคารเวลส์ ฟาร์โก
หุ้นโกโปร ซึ่งเป็นผู้ผลิตกล้องถ่ายภาพขนาดเล็ก ร่วงลง 12.8% หลังจากบริษัทประกาศปลดพนักงานจากปัจจุบันที่มีอยู่ 1,254 ตำแหน่ง ให้เหลือน้อยกว่า 1,000 ตำแหน่ง และปรับลดคาดการณ์รายได้ในไตรมาส 4 สู่ระดับ 340 ล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ 470 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ โกโปรยังประกาศถอนตัวจากธุรกิจโดรน โดยระบุถึงการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาด และการออกกฎระเบียบที่จะเข้มงวดขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ยังคงทำสถิติปิดทำนิวไฮติดต่อกันเป็นวันที่ 5 โดยได้ปัจจัยหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มอุตสาหกรรม โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล และหุ้นเชฟรอน ต่างก็ปรับตัวขึ้น 0.5% หุ้นฮัลลิเบอร์ตัน ดีดตัวขึ้น 0.9% ส่วนหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น นำโดยหุ้นแคทเธอร์พิลลาร์ พุ่งขึ้น 2.5% หลังจากเจพีมอร์แกนได้ปรับเพิ่มอันดับความน่าลงทุนของหุ้นแคทเธอร์พิลลาร์ โดยระบุถึงปัจจัยบวกที่จะได้รับจากมาตรการปฏิรูปภาษีในปี 2561
หุ้นโคห์ล ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ พุ่งขึ้น 4.7% หลังจากบริษัทเปิดเผยยอดขายที่แข็งแกร่งเกินคาดในช่วงเทศกาลวันหยุดที่ผ่านมา
ตลาดหุ้นนิวยอร์กได้รับปัจจัยหนุนในระดับหนึ่ง จากการแสดงความเห็นของนายราฟาเอล บอสติค ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา ซึ่งกล่าวว่า เฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้ง หรือน้อยกว่านั้นในปีนี้ เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ พร้อมกล่าวว่า มีปัจจัย 2 ประการที่เฟดต้องจับตามองสำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งได้แก่ การขยายตัวที่อ่อนแอของค่าแรง และอัตราเงินเฟ้อ
นักลงทุนจับตาตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐซึ่งจะมีการเปิดเผยในสัปดาห์นี้ เพื่อจับสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ของเฟด โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนธ.ค. ในวันพฤหัสบดีที่ 11 ม.ค. และจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนธ.ค. ในศุกร์ที่ 12 ม.ค.
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่จะมีการเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจขนาดย่อมเดือนธ.ค. โดย NFIB, ดัชนีราคานำเข้า-ดัชนีราคาส่งออกเดือนธ.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนธ.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดค้าปลีกเดือนธ.ค. และสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนพ.ย.
--อินโฟเควสท์
 OO4288

apm

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!