WORLD7

sme624x100 giftqm720

คลัง กรมศุลกากร

กรมศุลกากรจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และบุหรี่ไฟฟ้า หลีกเลี่ยงศุลกากร มูลค่ากว่า 900 ล้านบาท

customsกรมศุลกากรจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และบุหรี่ไฟฟ้า หลีกเลี่ยงศุลกากร มูลค่ากว่า 900 ล้านบาท

      ณ ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยี สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร แถลงข่าวจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และบุหรี่ไฟฟ้าลักลอบหนีศุลกากรมูลค่าของกลางรวมทั้งสิ้นกว่า 900 ล้านบาท

   ตามที่กรมศุลกากรได้มีนโยบายในการปกป้องสังคม และสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและการจัดเก็บภาษีอากร รวมทั้งขจัดอิทธิพลกลุ่มขบวนการลักลอบค้าของเถื่อน นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร จึงได้สั่งการให้ นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดี มอบหมายให้ นายวรวุฒิ วิบูลย์ศิริชัย ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและปราบปราม เข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าลักลอบหนีศุลกากร รวมถึงแหล่งรับซื้อ เพื่อปราบปรามขบวนการลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งทำผิดกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จึงได้ดำเนินการวางแผนจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และบุหรี่ไฟฟ้าหลีกเลี่ยงศุลกากรในครั้งนี้

  เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 เวลาประมาณ 14.30 น. เจ้าหน้าที่ศุลกากรสำนักสืบสวน และปราบปราม (สสป.) นำโดย นายณัฐวุฒิ สระฏัน ผู้อำนวยการส่วนสืบสวนปราบปราม 1 ได้เข้าทำการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้า จำนวน 4 ตู้ จากการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ตู้ที่ 1 พบสินค้าแบรนด์เนมประเภทเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และอื่นๆ ละเมิดลิขสิทธิ์หลีกเลี่ยงศุลกากรจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 900 ล้านบาท ซึ่งตู้สินค้าอีก 3 ตู้คอนเทนเนอร์จะดำเนินการตรวจสอบต่อไป

  กรณีดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากรฐานสำแดงเท็จ หลีกเลี่ยงอากร ข้อห้าม ข้อกำกัดที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เสียภาษี หรือของที่ไม่ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง อันมีเจตนา ฉ้อภาษีของรัฐ อันเป็นความผิดตามนัยมาตรา 202,242,243 และ มาตรา 244 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ประกอบกับมาตรา 252 และเป็นของอันพึงต้องริบตามมาตรา 167 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

มิติใหม่แห่งการบริการของกรมศุลกากร ‘ระบบบริการพิกัดศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Tariff e-Service)’ สะดวก รวดเร็ว รองรับนโยบายรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0

1aaae Service

มิติใหม่แห่งการบริการของกรมศุลกากร ‘ระบบบริการพิกัดศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Tariff e-Service)’ สะดวก รวดเร็ว รองรับนโยบายรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0

     อธิบดีกรมศุลกากร เป็นประธานเปิดงาน’ระบบบริการพิกัดศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Tariff e-Service)’ ณ ห้องกัญญลักษณ์ บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมโฟร์วิงส์ สุขุมวิท 26

     นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เป็นประธานเปิดงาน ‘ระบบบริการพิกัดศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Tariff e-Service)’ ณ ห้องกัญญลักษณ์ บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมโฟร์วิงส์ สุขุมวิท 26 ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นการบูรณาการข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงการทำงานด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นนวัตกรรมด้านการบริการของภาครัฐ ที่จะช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการในภาคธุรกิจ ให้มีศักยภาพในการแข่งขันทางการค้า ตลอดจนอำนวยความสะดวกต่อประชาชนทั่วไป เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0

      นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ระบบการบริการพิกัดศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์  (Tariff e-Service) คือ บริการสอบถามข้อมูลการวินิจฉัยพิกัดอัตราศุลกากรทางอินเตอร์เน็ต และ การบริการจำแนกประเภทพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Advance Tariff Ruling) แบ่งออกเป็น

      1. บริการสอบถามข้อมูลการวินิจฉัยพิกัดอัตราศุลกากรทางอินเตอร์เน็ต เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการให้สามารถสืบค้นผลการจำแนกประเภทพิกัดฯ ที่มีผลคำวินิจฉัยแล้วของกรมศุลกากรด้วยตนเองผ่านอินเตอร์เนต ซึ่งเป็นระบบบริการที่รองรับเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่หลากหลาย ในขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ผู้วินิจฉัยพิกัดอัตราศุลกากร แก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบงานปัจจุบัน อาทิ ความซ้ำซ้อนของงานและความผิดพลาดในการนำเข้าข้อมูล มีเวลาเพียงพอที่จะคัดกรองข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้า และสามารถนำข้อมูลการวินิจฉัยพิกัดฯ ขึ้นเผยแพร่เพื่อให้บริการสืบค้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว และทันสมัย สำหรับข้อมูลที่สามารถสืบค้นได้มีทั้งหมด 4 ฐานข้อมูล ประกอบด้วย 1. คำวินิจฉัยการจำแนกประเภทพิกัดศุลกากร 2.ผลการพิจารณาอุทธรณ์พิกัดอัตราศุลกากร 3. ผลคำวินิจฉัยขององค์การศุลกากรโลก ( WCO) 4. ข้อมูลคำวินิจฉัยพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้า  Pre-classification หรือ Advance Tariff Ruling) ซึ่งแต่เดิมยังไม่เคยมีการเผยแพร่ข้อมูล และหากสืบค้นได้แต่อาจต้องใช้ความพยายามในการนำข้อมูลที่มาจากฐานข้อมูลที่แตกต่างกันมาดำเนินการประมวลผลเพื่อประกอบการพิจารณา ซึ่งผู้ใช้งานหรือผู้ประกอบการไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล 

       2. การบริการจำแนกประเภทพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Advance Tariff Ruling) เพื่อช่วยให้ผู้รับบริการที่มีความพร้อมด้านข้อมูล สามารถส่งข้อมูลสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์  โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมายื่นคำร้องเพื่อสอบถาม ณ กรมศุลกากร ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาของประชาชนผู้รับบริการ ข้อมูลที่ส่งมาในระบบจะถูกใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณา ช่วยลดภาระงานและข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนในการนำเข้าข้อมูลซ้ำๆ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสำนักพิกัดอัตราศุลกากร นอกจากนี้ยังมีระบบแจ้งเตือนและติดตามการพิจารณาให้เป็นไปตามมาตรฐานการให้บริการ  และเมื่อเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาดำเนินการแล้วเสร็จจะแจ้งผู้ขอรับบริการผ่านทางระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ทราบ เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถติดตามสถานะผลการดำเนินงาน สร้างความโปร่งใสของการให้บริการ

       ระบบบริการพิกัดศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Tariff e-Service)”จึงเป็นนวัตกรรมการให้บริการของภาครัฐที่สามารถเชื่อมโยงการทำงานทั้งระบบจนนำข้อมูลขึ้นเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างต่อเนื่องและเป็นปัจจุบัน เพิ่มประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ผู้วินิจฉัยพิกัดอัตราศุลกากร ลดความซ้ำซ้อนของงานและความผิดพลาด ประหยัดเวลา และสามารถบริการสืบค้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการผ่านพิธีการนำเข้าและส่งออกของ เพื่อรองรับนโยบายรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0

      อนึ่ง กรมศุลกากรให้ความสำคัญมุ่งเน้นในการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ปกป้องสังคม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศดังวิสัยทัศน์กรมศุลกากรที่ว่า“มุ่งมั่นให้บริการ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยและเชื่อมโยงการค้าโลก”ซึ่งสอดรับกับคุณธรรมอัตลักษณ์กรมศุลกากร ที่ว่า “รับผิดชอบ สุจริต จิตบริการ”อันเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่กรมศุลกากรต่อไป

 

กรมศุลกากร จับมือกทท. ใช้ e-Matching เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ NSW เพื่อลดขั้นตอนการทำงาน

    นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากรได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดตั้งระบบ National Single Window หรือ NSW ซึ่งเป็นระบบศูนย์กลางการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยอิเล็กทรอนิกส์แบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการนำเข้า การส่งออก เป็นการสนับสนุนให้เกิดความพร้อมก้าวไปสู่การเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตามนโยบาย Digital Economy ให้ประสบความสำเร็จอย่างจริงจัง

      "จากความร่วมมือของ กรมศุลกากร และการท่าเรือแห่งประเทศไทย จึงได้พัฒนาระบบตัดบัญชีใบกำกับการขนย้ายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Matching) ผ่าน NSW โดยนำมาใช้กับท่าเรือขนาดใหญ่ ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือกรุงเทพ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนระหว่างสองหน่วยงาน ลดจำนวนเอกสาร ลดระยะเวลาการให้บริการ อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ให้กับประเทศ" นายกุลิศ กล่าว

     จากระบบเดิม ผู้ส่งออกส่งข้อมูลใบกำกับการขนย้ายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ระบบกรมศุลกากร และพิมพ์ใบกำกับการขนย้าย ให้แก่พนักงานขับรถบรรทุกตู้สินค้า นำมายื่นให้กับเจ้าหน้าที่ศุลกากร และเจ้าหน้าที่ท่าเรือที่ประจำอยู่สถานีตรวจสอบ เพื่อทำการ Matching ใบกำกับการขนย้ายตู้สินค้าที่จะผ่านเข้าท่าเรือ เปลี่ยนมาเป็นระบบใหม่ที่เป็นระบบตัดบัญชีใบกำกับการขนย้ายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ e-Matching ผู้ส่งออกส่งข้อมูลใบกำกับการขนย้ายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ระบบกรมศุลกากร โดยไม่ต้องพิมพ์เอกสารใบกำกับเพื่อนำมายื่นให้กับเจ้าหน้าที่ประจำสถานีตรวจสอบสินค้า โดยเมื่อพนักงานขับรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์มายังสถานีตรวจสอบสินค้า ณ ท่าส่งออก ทำการชั่งน้ำหนักตู้สินค้า และเจ้าหน้าที่ท่าเรือจะทำการบันทึกหมายเลข ตู้คอนเทนเนอร์ เข้าสู่ระบบ หากข้อมูลตรงกับข้อมูลใบกำกับการขนย้ายที่เชื่อมโยงกับกรมศุลกากร ผ่านระบบการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว (National Single Window :NSW) ระบบจะตัดบัญชีใบกำกับการขนย้ายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Matching) โดยอัตโนมัติ ซึ่งระบบดังกล่าว สามารถลดระยะเวลา การผ่านสถานีตรวจสอบของท่าเรือ (Main Gate) จากเดิม 3 นาที เหลือเพียง 20 วินาที เท่านั้น อันจะเป็นการส่งผลดีต่อภาคธุรกิจโดยรวมที่จะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายและค่าเสียเวลาลงได้ปีละกว่า 2,500 ล้านบาท และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ได้ถึงปีละกว่า 3,500 ล้านบาท

     อย่างไรก็ตาม กรมศุลกากรจะมุ่งมั่นพัฒนาระบบงานศุลกากร โดยการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาปรับใช้ เพื่อลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศให้ทันต่อโลกยุคปัจจุบัน

      ด้านนายฐิติพงศ์ นันทาภิวัฒน์ กรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กล่าวว่า ระบบตัดบัญชีใบกำกับการขนย้ายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Matching) เชื่อมโยงผ่านระบบ NSW ที่ท่าเรือแหลมฉบัง สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมให้มีการปรับปรุงการบริการในเรื่อง Doing Business ความสะดวก ทางการค้าระหว่างประเทศให้การปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานมีการเชื่อมโยงและใช้ข้อมูลร่วมกันด้วย ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย อันจะเป็นการลดขั้นตอนกระบวนการทำงานระยะเวลา และค่าใช้จ่ายที่เป็นไปตามสากล

     โดยท่าเรือแหลมฉบังได้นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาดำเนินกิจกรรมต่างๆ และบูรณาการข้อมูลร่วมกับกรมศุลกากร ที่จะสนับสนุนการบูรณาการในทุกมิติและเล็งเห็นว่าระบบ e-Matching นี้สามารถลดระยะเวลาการจอดรอคิวของรถบรรทุก ลดค่าใช้จ่ายด้านเอกสาร และสามารถส่งเสริมศักยภาพในการส่งออกได้จริง ซึ่งระบบดังกล่าวไม่เพียงแต่สนับสนุนเรื่อง Doing Business ตามนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสนับสนุนโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor:EEC) ที่มีเป้าหมายยกระดับพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกให้กลายเป็น World-Class Economic Zone อีกด้วย

     นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2561 จะเป็นปีที่กรมศุลกากรร่วมมือกับ กทท. ผลักดันและนำระบบ IT เข้ามาใช้ในเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อยกอันดับของประเทศให้ดียิ่งขึ้น อันจะส่งผลให้อันดับรวมของประเทศดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

            อินโฟเควสท์

อธิบดีสรรพากร รับภาษีอีคอมเมิร์ซเข้าครม.ไม่ทันก.ย.นี้ หลังติดปัญหาประชาพิจารณ์

Gประสงค พนธเนศอธิบดีสรรพากร รับภาษีอีคอมเมิร์ซเข้าครม.ไม่ทันก.ย.นี้ หลังติดปัญหาประชาพิจารณ์

    อธิบดีสรรพากร รับภาษีอีคอมเมิร์ซเข้าครม.ไม่ทันก.ย.นี้  หลังติดปัญหาประชาพิจารณ์ เหตุมีความเห็นเข้ามามากต้องใช้เวลาสรุปข้อมูล ยันจะเร่งทำให้เร็วที่สุดหวังอุดรูรั่วภาษีจากตลาดออนไลน์

      นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการออกกฎหมายเก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) หรือ ภาษีอีคอมเมิร์ซ จากการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เฟซบุ๊ก กูเกิ้ล ยูทูบ และไลน์ ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปผลประชาพิจารณ์ ซึ่งมีผู้แสดงความคิดเห็นมาเป็นจำนวนมาก ทางกรมสรรพากรต้องสรุปและชี้แจงทุกความเห็น ก่อนที่จะส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณา โดยยืนยันว่า เบื้องต้นคงไม่สามารถสรุปกรอบเวลาในการเสนอคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.เพื่อพิจารณาได้ทันในเดือนกันยายนนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะเสนอครม.ภายในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่ผ่านมา

     ทั้งนี้ กรมฯจะเร่งสรุปและรวบรวมข้อคิดเห็นจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน หลังจากนั้นจะส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว และเสนอให้ครม.เห็นชอบต่อไป แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากมีผู้แสดงว่าคิดเห็นในส่วนของกฎหมายอีคอมเมิร์ซเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้กรมสรรพากรต้องใช้เวลาในการสรุปผลประชาพิจารณาค่อนข้างนาน ซึ่งยังตอบไม่ได้ว่าจะเสนอให้กระทรวงการคลังและ ครม.พิจารณาได้เมื่อไร โดยการดำเนินการไม่ทันในเดือน ก.ย.นี้แน่นอน แต่ยืนยันกรมจะเร่งให้ออกมาโดยเร็วที่สุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี และอุดรูรั่วจากธุรกรรมประเภทนี้

      “กรมสรรพากรจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด แนวทางจัดเก็บยังคงเหมือนเดิม แต่จะนำทุกความเห็นทั้งบวกและลบ มาพิจารณาและสรุปผลเพื่อเสนอ ครม. แต่ยอมรับในเดือนก.ย.นี้ เสร็จไม่ทัน เพราะประชาพิจารณ์ก็บานออกมาก ความเห็นเยอะ ก็ต้องเร่งทำเพื่ออุดรูรั่วจัดเก็บภาษีจากอีคอมเมิร์ซที่ปัจจุบันขยายตัวสูงและเร็วมาก พบยอดขายของผ่านเฟซบุ๊กสูงถึง 3 แสนล้านบาทต่อปี”นายประสงค์ กล่าว

      นายประสงค์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมสรรพากรได้เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2560 กรมสรรพากรจะดำเนินคดีอาญากับผู้ประกอบการที่ใช้ใบกำกับภาษีปลอมอย่างเข้มงวด โดยหากมีหลักฐานว่าใช้ใบกำกับภาษีปลอม 1 ใบ ก็จะดำเนินคดีอาญาโทษจำคุก 7 ปี ทันที

       ขณะเดียวกัน ยังยกเลิกระเบียบกรมสรรพากรที่ใช้มา 10 ปี ที่ ผู้ใช้ใบกำกับภาษีปลอมไม่เกิน 75% ของใบกำกับภาษีทั้งหมด และมาชำระภาษีให้ครบ จะไม่ถูกดำเนินคดีอาญา เป็นให้ถูกดำเนินคดีอาญาทันทีเช่นกัน เพราะไม่เช่นนั้นผู้ประกอบการก็จะใช้ช่องทางนี้ใช้ใบกำกับภาษีปลอม

      "กรมสรรพากรจะเปิดช่องทางเว็บไซต์ และไลน์ของกรมสรรพากร ให้ประชาชนและผู้ประกอบการแจ้งเบาะแสการใช้ใบกำกับภาษีปลอม เพื่อให้กรมสรรพากรดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำผิดต่อไป เพราะปัญหานี้มีมาตั้งแต่ปี 2535 ถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 25 ปี มีเม็ดเงินภาษีกว่า 1 หมื่นล้านบาท และยังมีรายที่ยังจับไม่ได้อีกจำนวนมาก" นายประสงค์ กล่าว

       นอกจากนี้ กรมสรรพากรได้พัฒนาการให้บริการ โดยเตรียมจัดทำE-Stamp เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถตีพิมพ์ แสตมป์อากรได้เอง และชำระค่าแสตมป์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งดีกว่าปัจจุบันต้องจัดซื้อแสตมป์อากรที่กรมสรรพากรเท่านั้น โดยส่วนนี้จะทำให้เกิดความสะดวกในการทำธุรกรรมมากขึ้น ขณะเดียวกัน จะมีการจัดทำคิวอาร์โค้ด ของกรมสรรพากร เพื่อให้ผู้ชำระภาษีสามารถสแกนคิวอาร์โค้ด ชำระภาษีทั้งแบบรายเดือนและภาษีประจำปีได้

      สำหรับ ปีงบประมาณ 2561 กรมสรรพากรตั้งเป้าหมายจัดเก็บรายได้ที่ 1.926 ล้านล้านบาท ตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวมากกว่าในปีนี้ ส่วนเป้าหมายการจัดเก็บในปีงบประมาณ 2560 ได้มีการปรับเป้าจาก 1.867 ล้านล้านบาท เหลือ 1.802 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะจัดเก็บได้ตามเป้า โดยล่าสุด 10 เดือน(ต.ค.59 – 30 ก.ค.60)จัดเก็บไปได้แล้ว 1.4 ล้านล้านบาท

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย 

อธิบดีกรมศุลฯ เผยปีงบ 60 เก็บรายได้เกินเป้า 780 ลบ. จากเป้าหมาย 1.04 แสนลบ. ด้านปีงบ 61 ตั้งเป้าจัดเก็บ 1.1 แสนลบ.

Cกลศ สมบตศรอธิบดีกรมศุลฯ เผยปีงบ 60 เก็บรายได้เกินเป้า 780 ลบ. จากเป้าหมาย 1.04 แสนลบ. ด้านปีงบ 61 ตั้งเป้าจัดเก็บ 1.1 แสนลบ.

    อธิบดีกรมศุลฯ เผยปีงบ 60 เก็บรายได้เกินเป้า 780 ลบ. จากเป้าหมาย 1.04 แสนลบ. ด้านปีงบ 61 ตั้งเป้าจัดเก็บ 1.1 แสนลบ. พร้อมใช้ระบบไอทีเข้ามาช่วยตรวจสอบการทำงาน เพิ่มความโปร่งใส - ประสิทธิภาพในการปล่อยสินค้ามากขึ้น

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า การจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.59-ก.ย.60) ที่ผ่านมา กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2560 ว่า สูงกว่าเป้าหมายใหม่ที่ตั้งไว้ที่ 104,000 ล้านบาท ประมาณ 780 ล้านบาท จึงมั่นใจว่างบประมาณ 2561 (ต.ค.60 - ก.ย.61) จะจัดเก็บรายได้ 110,000 ล้านบาทได้

  ส่วนการรับฟังความเห็นจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวกับการปรับปรุงพ.ร.บ.กรมศุลกากร ใหม่ว่า ในวันนี้ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคธุรกิจใน 2 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย ความต้องการให้กรมปรับปรุงขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจในส่วนใดบ้าง และต้องเพิ่มขั้นตอนการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ในส่วนใดเพิ่มอีก

  สำหรับ การนำระบบไอทีเข้ามาช่วยตรวจสอบนั้น เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ช่วยลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ที่เป็นด่านท่าเรือสำคัญ จะนำระบบไอทีเข้ามาช่วยให้มีความสะดวก รวมถึงการนำเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยเข้ามาดำเนินการช่วยนายตรวจปล่อยสินค้า ที่เดิมทำคนเดียว เพื่อป้องกันการทุจริต ให้มีความโปร่งใส ในการตรวจปล่อยสินค้า นอกจากนี้ยังรวมถึงการถ่ายลำเพื่อไปอีกประเทศหนึ่งนั้น จะเป็นระบบกระดาน ดังนั้นจะต้องนำระบบอีล็อกเข้ามาช่วย เพื่อลดอุปสรรค เพื่อช่วยในด้านความโปร่งใส ป้องกันการทุจริต โดยเฉพาะเรื่องการลดอำนาจการทำงานของเจ้าหน้าที่ และปรับปรุงระบบต่าง

 "ที่ผ่านมาเราเน้นเรื่องการสร้างความโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพในการทำให้ ทำให้ดัชนีในเรื่องการจัดอันดับตัววัดความโปร่งใสในการทำงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช.ในปีงบประมาณ 2560 ดีขึ้นมาอยู่ที่ 86.25% จากปีงบประมาณ 59 ที่อยู่ที่ 66% สะท้อนว่าแนวทางการป้องกันต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น"นายกุลิศ กล่าว

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

กรมศุลฯ คุมเข้มอุดรูรั่ว หลังรายได้ 6 เดือนแรกหายไปหมื่นล้านบาท

Cกลศ สมบตศรกรมศุลฯ คุมเข้มอุดรูรั่ว หลังรายได้ 6 เดือนแรกหายไปหมื่นล้านบาท

      กรมศุลฯ เผยผลการจัดเก็บภาษี 6 เดือนแรกของปี 60 มีรายได้ 8 หมื่นลบ. ต่ำกว่าเป้าหมาย 1 หมื่นลบ. ประกาศคุมเข้มอุดรูรั่ว 3 ด้าน พร้อมเตรียมเปิดประมูลรถรอบใหม่ 6 ก.ค.นี้ ยันทุกคันจดทะเบียนได้ไม่มีปัญหา

     นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบกรมศุลกากร เปิดเผยในการร่วมงานวันคล้ายสถาปนากรมศุลกากร 143 ปี ว่า ผลการจัดเก็บภาษี 6 เดือนแรกของปี พบว่า มีรายได้ 80,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 10,000 ล้านบาท เนื่องจากการปรับโครงสร้างภาษีระยะที่ 2 ส่งผลให้รายได้ภาษีหายไป 3,000 ล้านบาท การใช้สิทธิพิเศษทางภาษีของเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ทำให้ภาษีหายไป 4,000 ล้านบาท และสิทธิพิเศษการผลิตสินค้ารถยนต์ในอาเชียนหายไป 3,000 ล้านบาท

 ทั้งนี้ กรมศุลกากรมีนโยบายการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี เพื่ออุดช่องโหว่ 3 ด้าน ประกอบด้วย การคุมเข้มสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง การสำแดงราคาสินค้านำเข้าเป็นเท็จ การแจ้งถิ่นกำเนิดสินค้า และปริมาณสินค้าอันเป็นเท็จ มุ่งคุมเข้มด่านศุลกากร 5 ด่าน ซึ่งจัดเก็บอากรสัดส่วน 92% ของรายได้ภาษีทั้งหมด เช่น ด่านศุลกากรกรุงเทพฯ (คลองเตย) ด่านศุลกากรแหลมฉบัง ด่านศุลกากรลาดกระบัง ด่านศุลกากรสุวรรณภูมิ มุ่งเน้นคุมสินค้าหลัก เช่น สินค้าเกษตร ไอที รถยนต์ เครื่องจักร เภสัช เตรียมประเมินผลงานในช่วง 3 เดือนข้างหน้า เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปตามเป้าหมาย 105,000 ล้านบาท

    รวมทั้งการตั้งศูนย์ข้อมูลคลังสินค้า เพื่อรวบรวมข้อมูลสินค้าอย่างเป็นระบบ หวังอำนวยความสะดวกการนำเข้า ส่งออกสินค้า ผ่านพันธมิตรเอกชน นำเข้าส่งออก 325 ราย ด้วยการใช้ระบบกรีนการ์ด หากได้สีเขียวจะพิจารณาอำนวยความสะดวกอย่างรวดเร็ว หากชิบปิ้งหรือเอกชนรายใดกระทำผิดบ่อยซ้ำซากต้องคุมเข้มหรือได้ใบแดงต้องติดตามเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพื่อรองรับเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก อย่างเช่น ลาซาด้า พร้อมให้บริการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการขายสินค้าออนไลน์ 

 นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังเร่งอออกประกาศกรมศุลกากร เกี่ยวกับเกณฑ์การบริหารความเสี่ยง มาตรา 317 เพื่อคุมเข้มการสำแดงราคารถยนต์นำเข้า ขณะนี้เตรียมรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าประกาศได้ในส้ินดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อต้องการให้เอกชนผู้นำเข้าสำแดงราคานำเข้าตรงกับความจริง

    นายชัยยุทธ์ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ยืนยันว่า การประมูลขายทอดตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลางอีกครั้ง โดยวิธีประมูลด้วยวาจา ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 09.30 น. เป็นต้นไป ณ กรมศุลกากร คลองเตย โดยมีรถยนต์ และรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ยี่ห้อต่างๆ จำนวน 291 คัน  ยืนยันว่ารถดังกล่าวนำไปขอจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ไม่มีปัญหา ส่วนรถยนต์จำนวน 28 คัน กรมขนส่งทางบกตรวจสอบว่าจดทะเบียนไม่ได้ต้องพิจารณาแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่มั่นใจว่ารถประมูลครั้งนี้มีคุณสมบัติถูกต้อง

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

apm

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!