WORLD7

sme624x100 giftqm720

กรมศุลกากร กรมศุลกากร

ศุลกากร ตื่นสั่งสำแดงกล้อง 'กุลิศ'แจงกม.เก่าไม่เข้มงวดตรวจสิ่งของ

Cกลศ สมบตศรศุลกากร ตื่นสั่งสำแดงกล้อง 'กุลิศ'แจงกม.เก่าไม่เข้มงวดตรวจสิ่งของ

     ไทยโพสต์ * ศุลกากรออกประกาศเข้มงวดผู้โดยสารของติดตัวไปเมืองนอก'โน้ตบุ๊ก-กล้อง' ต้องแจ้งทุกครั้ง อธิบดีเต้นชี้แจง ยันเป็นกฎหมายเก่าเอามาใช้ใหม่ ย้ำไม่ได้เข้มงวดตรวจของทั้งขาเข้า-ขาออก

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมศุลกากรได้ออกประกาศฉบับใหม่ 60/2561 เรื่อง "การปฏิบัติพิธีการศุลกากรของติดตัวผู้โดยสารที่นำติดตัวเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพร้อมกับตนทางอากาศยาน" ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ.2561 ที่ผ่านมา โดยสาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ก็คือ กรณีเดินทางออกนอกประเทศ หากจะนำของมีค่าออกไป เช่น นาฬิกา กล้องถ่ายวิดีโอ กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์สำหรับพกพา ซึ่งมีเครื่องหมาย เลขหมายที่สามารถตรวจสอบได้ ให้แจ้งต่อพนักงานศุลกากร ณ ห้องที่ทำการศุลกากรบริเวณห้องผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ เพื่อขอรับการยกเว้นอากรในฐานะของใช้ส่วนตัว โดยต้องเป็นของเก่าใช้แล้ว

       สำหรับ ผู้โดยสารขาเข้าจากต่างประเทศ ของส่วนตัวที่เจ้าของนำเข้ามาพร้อมกับตนทางอากาศยาน ที่จะสามารถได้รับการยกเว้นอากร สำหรับของใช้ส่วนตัวราคารวมกันไม่เกิน 20,000 บาท แต่หากสิ่งของที่ผู้โดยสารนำติดตัวเข้ามาพร้อมกับตน ในวันเดินทางมาจากต่างประเทศ โดยไม่เป็นของต้องห้าม หรือของต้องจำกัดในการนำเข้า มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 200,000 บาท หรือเป็นของที่มีมูลค่าเกินกว่า 200,000 บาท และนำติด ตัวเข้ามาเพียงชิ้นเดียว ให้อยู่ในอำนาจของพนักงานศุลกากรที่ดูแลโดยตรง จัดเก็บอากรปากระ วาง ประกอบด้วย อากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และค่าธรรมเนียมอื่นๆ (ถ้ามี)

       ส่วนสินค้าปลอดภาษี (Duty Free) ของที่ซื้อจากร้านค้าปลอดอากรขาออกในเมือง หรือร้านค้าปลอดอากรภายในอาคารผู้โดยสารขาออก ณ สนามบิน จะต้องนำออกไปนอกราชอาณาจักรเท่านั้น หากนำกลับเข้ามาให้ผ่านการตรวจที่ช่องแดง (Goods to Declare) และชำระอากร

       ด้านนายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวชี้แจง กรณีถึงประกาศดังกล่าวว่า ไม่ใช่กฎหมายใหม่ แต่เป็นการนำกฎหมายฉบับเดิมที่มีการยกเลิกไปก่อนหน้านี้ กลับมา ประกาศให้มีผลบังคับใช้อีกครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อปลาย ปีที่ผ่านมา กรมศุลฯ มีการปฏิรูป กฎหมายศุลกากรครั้งใหญ่ โดยเริ่มใช้ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ทำให้ประกาศที่มีอยู่ภายใต้กฎหมายเดิมต้องถูกยกเลิกไปด้วย ส่งผลให้ขณะนี้กรมต้องทยอยนำประกาศกฎหมายเดิมออกมาประกาศใช้ ให้สอดรับ พ.ร.บ.ใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้

      "ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือกรมจะไปตรวจสอบเข้มงวดกว่าเดิมเลย เช่น การยกเว้นการเสียภาษีให้กับของส่วนตัวที่เจ้าของที่นำเข้ามาไม่เกินคนละ 20,000 บาท สินค้าปลอดภาษี ที่ซื้อจากร้านค้าปลอดอากรขาออกในเมือง จะต้องนำออกไปใช้นอกราชอาณาจักรเท่านั้น หากนำกลับเข้ามาก็ต้องเสียภาษี ก็เป็นเรื่องปกติที่เคยทำมากันอยู่แล้ว โดยกรมยืนยันประกาศที่ออกมาเป็นกฎหมายฉบับเดิมที่เคยใช้ โดยกรมไม่ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาใหม่ หรือเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบของติดตัวผู้โดยสารขาเข้าและขาออก ดังนั้นขอให้ผู้โดยสารสบายใจว่าการเดินทางออกและเข้าในประเทศยังปฏิบัติได้เหมือนอย่างที่เคยปฏิบัติมา" นายกุลิศกล่าว.

กรมศุลกากรขอชี้แจงจากกรณี ข่าวช่อง 8 นำเสนอการลักลอบขนของหนีภาษีตามแนวชายแดน

customsกรมศุลกากร ขอชี้แจงจากกรณี ข่าวช่อง 8 นำเสนอการลักลอบขนของหนีภาษีตามแนวชายแดน

     กรมศุลกากรขอชี้แจงจากกรณี ข่าวช่อง 8 นำเสนอการลักลอบขนของหนีภาษีตามแนวชายแดน มุกดาหาร-แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว บริเวณแม่น้ำโขง โดยใช้เรือหางยาวเป็นยานพาหนะบรรทุกสินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ

     จากกรณี ข่าวช่อง 8 นำเสนอการลักลอบขนของหนีภาษีตามแนวชายแดน มุกดาหาร-แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว บริเวณแม่น้ำโขง โดยใช้เรือหางยาวเป็นยานพาหนะบรรทุกสินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ นั้น

     กรมศุลกากร ขอเรียนชี้แจงว่าจังหวัดมุกดาหาร มีเขตแดนที่มีลำน้ำโขงกั้นระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว ระยะทางตลอดแนวชายแดนประมาณ 72 กิโลเมตร การไปมาหาสู่ของชาวบ้านทั้ง สองประเทศมีวิถีชีวิตโดยจะใช้ยานพาหนะทางเรือในการขนส่งบุคคลและสินค้าอุปโภค-บริโภคของแต่ละวันและมีการเดินทางโดยรถยนต์ที่เข้า-ออก ทางสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 2 ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนถาวร

 

สถานการณ์การลักลอบขนของหนีภาษี

       การลักลอบหนีศุลกากรจะใช้เรือหางยาว(เรือกีบ) ที่ทำด้วยไม้และเหล็กในการบรรทุกสินค้า สินค้าที่ลักลอบนำเข้าส่วนใหญ่ ได้แก่ สินค้าประเภทกระเทียม เนื้อสัตว์ เครื่องในแช่แข็ง ส่วนสินค้าลักลอบส่งออก ได้แก่ ไข่ไก่สด ปลาสด เนื้อสัตว์ปีก สุกรมีชีวิตฯ ผู้ลักลอบจะมีการติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ มีการจดจำหมายเลขทะเบียนรถยนต์ของทางราชการที่ใช้ปฏิบัติงาน ตลอดเส้นทางถนนที่ติดริมแม่น้ำโขงจะวางจุด

       โดยมีบุคคลเฝ้าระวังมากถึง 9 จุด ใช้รถยนต์และมอเตอร์ไซด์ในการดูทาง มีการติดต่อระหว่างกันโดยใช้วิทยุสื่อสาร การขนสินค้าจากเรือเข้าโกดังใช้เวลาไม่เกิน 10 – 15 นาที มีคนแบกหามในคราวละ 20 คนขึ้นไป จากนั้นจะใส่รถยนต์กระบะบรรทุกวิ่งออกจากโกดังทันที มีการกระทำที่เป็นลักษณะกองทัพมด มีการนำสินค้าไปรวมกันที่บริเวณป่าละเมาะหรือสถานที่ลับตาคนเพื่อรวบรวมใส่รถยนต์บรรทุก และนำไปส่งตามจังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดศรีษะเกษ ร้อยเอ็ด ขอนแก่น เป็นต้น

 

ด้านป้องกันและปราบปราม

     ภารกิจการป้องกันและปราบปรามสินค้าลักลอบหนีศุลกากรนอกจากด่านศุลกากรมุกดาหารแล้ว ยังมีหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ที่มีอำนาจหน้าที่ดังกล่าว ได้แก่ หน่วยรักษาลำน้ำโขง (นรข.) กองบังคับการตำรวจน้ำ ฝ่ายปกครอง ตำรวจตระเวนชายแดน เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ

    จะมีการลาดตระเวน ตรวจการณ์ทางลำน้ำ มีการตั้งด่านตรวจในเวลากลางวันและกลางคืน ส่วนการข่าวนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่จะไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐเนื่องจากกลุ่มคนที่กระทำความเป็นผิดเป็นผู้มีอิทธิพล ประกอบกับชาวบ้านในละแวกดังกล่าวบางส่วน อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ลักลอบโดยจะรับจ้างแบกขนของลักลอบหนีภาษี

 

ปัญหาอุปสรรค

      สภาพภูมิประเทศที่ติดลำน้ำโขงทำให้เอื้อต่อการลักลอบหนีศุลกากร ประกอบกับ เจ้าหน้าที่รัฐไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านในพื้นที่ด้านการข่าวเท่าที่ควร จึงทำให้การติดตามจับกุมการกระทำความผิดยากลำบากมากขึ้น

 

แนวทางการแก้ไข

     ๑. ด่านศุลกากรมุกดาหารร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ที่มีอำนาจหน้าที่ ได้แก่ หน่วยรักษาลำน้ำโขง (นรข.) กองบังคับการตำรวจน้ำ ฝ่ายปกครอง ตำรวจตระเวนชายแดน และเจ้าหน้าที่ทหาร เพื่อตรวจสอบติดตามข่าวการลักลอบขนของหนีภาษี และนำข้อมูลการข่าวที่ได้รับไปขยายผลเพื่อให้เกิดการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ในการป้องกันและปราบปรามผู้ลักลอบนำสินค้าหนีภาษีเข้าประเทศไทย

    ๒. ประสานการทำงานร่วมกับสำนักงานศุลกากรภาค 2 และส่วนกลาง (สำนักสืบสวนและปราบปราม) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจับกุมผู้กระทำความผิดลักลอบหนีศุลกากรในจังหวัดมุกดาหาร และขยายผลต่อไปในพื้นที่ใกล้เคียงตลอดจนแนวชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน

    ๓. ผลักดันให้พื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอหว้านใหญ่ อำเภอเมือง และอำเภอดอนตาล เป็นเขตควบคุมทางศุลกากร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการตรวจค้น การควบคุมสินค้าที่เคลื่อนย้ายไปมาในบริเวณดังกล่าว

    ทั้งนี้ กรมศุลกากรได้สั่งการให้ด่านศุลกากรที่มีพื้นที่ชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดลักลอบหนีศุลกากร เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการควบคุมทางศุลกากร โดยกำชับมิให้เจ้าหน้าที่มีการเพิกเฉยหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดตามกฎหมายศุลกากรโดยเด็ดขาด

 

สถิติการจับกุม

      ปี 2560 มีการจับกุมคดีลักลอบหนีศุลกากร จำนวน 106 คดี คิดเป็นมูลค่า 29.16 ล้านบาท

      ปี 2561 (ตุลาคม 2560 – กุมภาพันธ์ 2561) มีการจับกุมคดีลักลอบหนีศุลกากร จำนวน 34 คดี คิดเป็นมูลค่า 1.76 ล้านบาท สินค้าที่มีการลักลอบนำเข้า ได้แก่ กระเทียม เนื้อโคกระบือแช่แข็ง สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า สินค้าที่มีการลักลอบส่งออก ได้แก่ สุกรมีชีวิต มะพร้าว ปลาสด สัตว์ปีกแช่แข็ง

มิติใหม่แห่งการบริการของกรมศุลกากร ‘ระบบบริการพิกัดศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Tariff e-Service)’ สะดวก รวดเร็ว รองรับนโยบายรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0

1aaae Service

มิติใหม่แห่งการบริการของกรมศุลกากร ‘ระบบบริการพิกัดศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Tariff e-Service)’ สะดวก รวดเร็ว รองรับนโยบายรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0

     อธิบดีกรมศุลกากร เป็นประธานเปิดงาน’ระบบบริการพิกัดศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Tariff e-Service)’ ณ ห้องกัญญลักษณ์ บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมโฟร์วิงส์ สุขุมวิท 26

     นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เป็นประธานเปิดงาน ‘ระบบบริการพิกัดศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Tariff e-Service)’ ณ ห้องกัญญลักษณ์ บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมโฟร์วิงส์ สุขุมวิท 26 ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นการบูรณาการข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงการทำงานด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นนวัตกรรมด้านการบริการของภาครัฐ ที่จะช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการในภาคธุรกิจ ให้มีศักยภาพในการแข่งขันทางการค้า ตลอดจนอำนวยความสะดวกต่อประชาชนทั่วไป เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0

      นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ระบบการบริการพิกัดศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์  (Tariff e-Service) คือ บริการสอบถามข้อมูลการวินิจฉัยพิกัดอัตราศุลกากรทางอินเตอร์เน็ต และ การบริการจำแนกประเภทพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Advance Tariff Ruling) แบ่งออกเป็น

      1. บริการสอบถามข้อมูลการวินิจฉัยพิกัดอัตราศุลกากรทางอินเตอร์เน็ต เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการให้สามารถสืบค้นผลการจำแนกประเภทพิกัดฯ ที่มีผลคำวินิจฉัยแล้วของกรมศุลกากรด้วยตนเองผ่านอินเตอร์เนต ซึ่งเป็นระบบบริการที่รองรับเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่หลากหลาย ในขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ผู้วินิจฉัยพิกัดอัตราศุลกากร แก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบงานปัจจุบัน อาทิ ความซ้ำซ้อนของงานและความผิดพลาดในการนำเข้าข้อมูล มีเวลาเพียงพอที่จะคัดกรองข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้า และสามารถนำข้อมูลการวินิจฉัยพิกัดฯ ขึ้นเผยแพร่เพื่อให้บริการสืบค้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว และทันสมัย สำหรับข้อมูลที่สามารถสืบค้นได้มีทั้งหมด 4 ฐานข้อมูล ประกอบด้วย 1. คำวินิจฉัยการจำแนกประเภทพิกัดศุลกากร 2.ผลการพิจารณาอุทธรณ์พิกัดอัตราศุลกากร 3. ผลคำวินิจฉัยขององค์การศุลกากรโลก ( WCO) 4. ข้อมูลคำวินิจฉัยพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้า  Pre-classification หรือ Advance Tariff Ruling) ซึ่งแต่เดิมยังไม่เคยมีการเผยแพร่ข้อมูล และหากสืบค้นได้แต่อาจต้องใช้ความพยายามในการนำข้อมูลที่มาจากฐานข้อมูลที่แตกต่างกันมาดำเนินการประมวลผลเพื่อประกอบการพิจารณา ซึ่งผู้ใช้งานหรือผู้ประกอบการไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล 

       2. การบริการจำแนกประเภทพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Advance Tariff Ruling) เพื่อช่วยให้ผู้รับบริการที่มีความพร้อมด้านข้อมูล สามารถส่งข้อมูลสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์  โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมายื่นคำร้องเพื่อสอบถาม ณ กรมศุลกากร ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาของประชาชนผู้รับบริการ ข้อมูลที่ส่งมาในระบบจะถูกใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณา ช่วยลดภาระงานและข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนในการนำเข้าข้อมูลซ้ำๆ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสำนักพิกัดอัตราศุลกากร นอกจากนี้ยังมีระบบแจ้งเตือนและติดตามการพิจารณาให้เป็นไปตามมาตรฐานการให้บริการ  และเมื่อเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาดำเนินการแล้วเสร็จจะแจ้งผู้ขอรับบริการผ่านทางระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ทราบ เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถติดตามสถานะผลการดำเนินงาน สร้างความโปร่งใสของการให้บริการ

       ระบบบริการพิกัดศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Tariff e-Service)”จึงเป็นนวัตกรรมการให้บริการของภาครัฐที่สามารถเชื่อมโยงการทำงานทั้งระบบจนนำข้อมูลขึ้นเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างต่อเนื่องและเป็นปัจจุบัน เพิ่มประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ผู้วินิจฉัยพิกัดอัตราศุลกากร ลดความซ้ำซ้อนของงานและความผิดพลาด ประหยัดเวลา และสามารถบริการสืบค้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการผ่านพิธีการนำเข้าและส่งออกของ เพื่อรองรับนโยบายรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0

      อนึ่ง กรมศุลกากรให้ความสำคัญมุ่งเน้นในการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ปกป้องสังคม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศดังวิสัยทัศน์กรมศุลกากรที่ว่า“มุ่งมั่นให้บริการ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยและเชื่อมโยงการค้าโลก”ซึ่งสอดรับกับคุณธรรมอัตลักษณ์กรมศุลกากร ที่ว่า “รับผิดชอบ สุจริต จิตบริการ”อันเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่กรมศุลกากรต่อไป

 

กรมศุลกากร จับมือกทท. ใช้ e-Matching เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ NSW เพื่อลดขั้นตอนการทำงาน

    นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากรได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดตั้งระบบ National Single Window หรือ NSW ซึ่งเป็นระบบศูนย์กลางการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยอิเล็กทรอนิกส์แบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการนำเข้า การส่งออก เป็นการสนับสนุนให้เกิดความพร้อมก้าวไปสู่การเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตามนโยบาย Digital Economy ให้ประสบความสำเร็จอย่างจริงจัง

      "จากความร่วมมือของ กรมศุลกากร และการท่าเรือแห่งประเทศไทย จึงได้พัฒนาระบบตัดบัญชีใบกำกับการขนย้ายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Matching) ผ่าน NSW โดยนำมาใช้กับท่าเรือขนาดใหญ่ ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือกรุงเทพ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนระหว่างสองหน่วยงาน ลดจำนวนเอกสาร ลดระยะเวลาการให้บริการ อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ให้กับประเทศ" นายกุลิศ กล่าว

     จากระบบเดิม ผู้ส่งออกส่งข้อมูลใบกำกับการขนย้ายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ระบบกรมศุลกากร และพิมพ์ใบกำกับการขนย้าย ให้แก่พนักงานขับรถบรรทุกตู้สินค้า นำมายื่นให้กับเจ้าหน้าที่ศุลกากร และเจ้าหน้าที่ท่าเรือที่ประจำอยู่สถานีตรวจสอบ เพื่อทำการ Matching ใบกำกับการขนย้ายตู้สินค้าที่จะผ่านเข้าท่าเรือ เปลี่ยนมาเป็นระบบใหม่ที่เป็นระบบตัดบัญชีใบกำกับการขนย้ายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ e-Matching ผู้ส่งออกส่งข้อมูลใบกำกับการขนย้ายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ระบบกรมศุลกากร โดยไม่ต้องพิมพ์เอกสารใบกำกับเพื่อนำมายื่นให้กับเจ้าหน้าที่ประจำสถานีตรวจสอบสินค้า โดยเมื่อพนักงานขับรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์มายังสถานีตรวจสอบสินค้า ณ ท่าส่งออก ทำการชั่งน้ำหนักตู้สินค้า และเจ้าหน้าที่ท่าเรือจะทำการบันทึกหมายเลข ตู้คอนเทนเนอร์ เข้าสู่ระบบ หากข้อมูลตรงกับข้อมูลใบกำกับการขนย้ายที่เชื่อมโยงกับกรมศุลกากร ผ่านระบบการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว (National Single Window :NSW) ระบบจะตัดบัญชีใบกำกับการขนย้ายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Matching) โดยอัตโนมัติ ซึ่งระบบดังกล่าว สามารถลดระยะเวลา การผ่านสถานีตรวจสอบของท่าเรือ (Main Gate) จากเดิม 3 นาที เหลือเพียง 20 วินาที เท่านั้น อันจะเป็นการส่งผลดีต่อภาคธุรกิจโดยรวมที่จะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายและค่าเสียเวลาลงได้ปีละกว่า 2,500 ล้านบาท และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ได้ถึงปีละกว่า 3,500 ล้านบาท

     อย่างไรก็ตาม กรมศุลกากรจะมุ่งมั่นพัฒนาระบบงานศุลกากร โดยการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาปรับใช้ เพื่อลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศให้ทันต่อโลกยุคปัจจุบัน

      ด้านนายฐิติพงศ์ นันทาภิวัฒน์ กรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กล่าวว่า ระบบตัดบัญชีใบกำกับการขนย้ายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Matching) เชื่อมโยงผ่านระบบ NSW ที่ท่าเรือแหลมฉบัง สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมให้มีการปรับปรุงการบริการในเรื่อง Doing Business ความสะดวก ทางการค้าระหว่างประเทศให้การปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานมีการเชื่อมโยงและใช้ข้อมูลร่วมกันด้วย ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย อันจะเป็นการลดขั้นตอนกระบวนการทำงานระยะเวลา และค่าใช้จ่ายที่เป็นไปตามสากล

     โดยท่าเรือแหลมฉบังได้นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาดำเนินกิจกรรมต่างๆ และบูรณาการข้อมูลร่วมกับกรมศุลกากร ที่จะสนับสนุนการบูรณาการในทุกมิติและเล็งเห็นว่าระบบ e-Matching นี้สามารถลดระยะเวลาการจอดรอคิวของรถบรรทุก ลดค่าใช้จ่ายด้านเอกสาร และสามารถส่งเสริมศักยภาพในการส่งออกได้จริง ซึ่งระบบดังกล่าวไม่เพียงแต่สนับสนุนเรื่อง Doing Business ตามนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสนับสนุนโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor:EEC) ที่มีเป้าหมายยกระดับพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกให้กลายเป็น World-Class Economic Zone อีกด้วย

     นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2561 จะเป็นปีที่กรมศุลกากรร่วมมือกับ กทท. ผลักดันและนำระบบ IT เข้ามาใช้ในเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อยกอันดับของประเทศให้ดียิ่งขึ้น อันจะส่งผลให้อันดับรวมของประเทศดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

            อินโฟเควสท์

กรมศุลกากรจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และบุหรี่ไฟฟ้า หลีกเลี่ยงศุลกากร มูลค่ากว่า 900 ล้านบาท

customsกรมศุลกากรจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และบุหรี่ไฟฟ้า หลีกเลี่ยงศุลกากร มูลค่ากว่า 900 ล้านบาท

      ณ ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยี สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร แถลงข่าวจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และบุหรี่ไฟฟ้าลักลอบหนีศุลกากรมูลค่าของกลางรวมทั้งสิ้นกว่า 900 ล้านบาท

   ตามที่กรมศุลกากรได้มีนโยบายในการปกป้องสังคม และสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและการจัดเก็บภาษีอากร รวมทั้งขจัดอิทธิพลกลุ่มขบวนการลักลอบค้าของเถื่อน นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร จึงได้สั่งการให้ นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดี มอบหมายให้ นายวรวุฒิ วิบูลย์ศิริชัย ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและปราบปราม เข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าลักลอบหนีศุลกากร รวมถึงแหล่งรับซื้อ เพื่อปราบปรามขบวนการลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งทำผิดกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จึงได้ดำเนินการวางแผนจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และบุหรี่ไฟฟ้าหลีกเลี่ยงศุลกากรในครั้งนี้

  เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 เวลาประมาณ 14.30 น. เจ้าหน้าที่ศุลกากรสำนักสืบสวน และปราบปราม (สสป.) นำโดย นายณัฐวุฒิ สระฏัน ผู้อำนวยการส่วนสืบสวนปราบปราม 1 ได้เข้าทำการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้า จำนวน 4 ตู้ จากการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ตู้ที่ 1 พบสินค้าแบรนด์เนมประเภทเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และอื่นๆ ละเมิดลิขสิทธิ์หลีกเลี่ยงศุลกากรจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 900 ล้านบาท ซึ่งตู้สินค้าอีก 3 ตู้คอนเทนเนอร์จะดำเนินการตรวจสอบต่อไป

  กรณีดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากรฐานสำแดงเท็จ หลีกเลี่ยงอากร ข้อห้าม ข้อกำกัดที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เสียภาษี หรือของที่ไม่ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง อันมีเจตนา ฉ้อภาษีของรัฐ อันเป็นความผิดตามนัยมาตรา 202,242,243 และ มาตรา 244 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ประกอบกับมาตรา 252 และเป็นของอันพึงต้องริบตามมาตรา 167 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

อธิบดีกรมศุลฯ เผยปีงบ 60 เก็บรายได้เกินเป้า 780 ลบ. จากเป้าหมาย 1.04 แสนลบ. ด้านปีงบ 61 ตั้งเป้าจัดเก็บ 1.1 แสนลบ.

Cกลศ สมบตศรอธิบดีกรมศุลฯ เผยปีงบ 60 เก็บรายได้เกินเป้า 780 ลบ. จากเป้าหมาย 1.04 แสนลบ. ด้านปีงบ 61 ตั้งเป้าจัดเก็บ 1.1 แสนลบ.

    อธิบดีกรมศุลฯ เผยปีงบ 60 เก็บรายได้เกินเป้า 780 ลบ. จากเป้าหมาย 1.04 แสนลบ. ด้านปีงบ 61 ตั้งเป้าจัดเก็บ 1.1 แสนลบ. พร้อมใช้ระบบไอทีเข้ามาช่วยตรวจสอบการทำงาน เพิ่มความโปร่งใส - ประสิทธิภาพในการปล่อยสินค้ามากขึ้น

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า การจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.59-ก.ย.60) ที่ผ่านมา กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2560 ว่า สูงกว่าเป้าหมายใหม่ที่ตั้งไว้ที่ 104,000 ล้านบาท ประมาณ 780 ล้านบาท จึงมั่นใจว่างบประมาณ 2561 (ต.ค.60 - ก.ย.61) จะจัดเก็บรายได้ 110,000 ล้านบาทได้

  ส่วนการรับฟังความเห็นจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวกับการปรับปรุงพ.ร.บ.กรมศุลกากร ใหม่ว่า ในวันนี้ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคธุรกิจใน 2 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย ความต้องการให้กรมปรับปรุงขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจในส่วนใดบ้าง และต้องเพิ่มขั้นตอนการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ในส่วนใดเพิ่มอีก

  สำหรับ การนำระบบไอทีเข้ามาช่วยตรวจสอบนั้น เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ช่วยลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ที่เป็นด่านท่าเรือสำคัญ จะนำระบบไอทีเข้ามาช่วยให้มีความสะดวก รวมถึงการนำเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยเข้ามาดำเนินการช่วยนายตรวจปล่อยสินค้า ที่เดิมทำคนเดียว เพื่อป้องกันการทุจริต ให้มีความโปร่งใส ในการตรวจปล่อยสินค้า นอกจากนี้ยังรวมถึงการถ่ายลำเพื่อไปอีกประเทศหนึ่งนั้น จะเป็นระบบกระดาน ดังนั้นจะต้องนำระบบอีล็อกเข้ามาช่วย เพื่อลดอุปสรรค เพื่อช่วยในด้านความโปร่งใส ป้องกันการทุจริต โดยเฉพาะเรื่องการลดอำนาจการทำงานของเจ้าหน้าที่ และปรับปรุงระบบต่าง

 "ที่ผ่านมาเราเน้นเรื่องการสร้างความโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพในการทำให้ ทำให้ดัชนีในเรื่องการจัดอันดับตัววัดความโปร่งใสในการทำงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช.ในปีงบประมาณ 2560 ดีขึ้นมาอยู่ที่ 86.25% จากปีงบประมาณ 59 ที่อยู่ที่ 66% สะท้อนว่าแนวทางการป้องกันต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น"นายกุลิศ กล่าว

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

apm

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!