WORLD7

ad 920x120px Mix Loan smetqm720

กรมศุลกากร กรมศุลกากร

กรมสรรพากรร่วมมือกับกรมศุลกากร แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนองค์กรเข้าสู่ DIGITAL MOF

Gประสงค พนธเนศกรมสรรพากรร่วมมือกับกรมศุลกากร แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนองค์กรเข้าสู่ DIGITAL MOF

     นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการรับและการนำส่งข้อมูลที่เกี่ยวกับผู้เสียภาษีอากรที่เป็นผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร ตามกฎหมายศุลกากร และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร ระหว่าง กรมสรรพากร และ กรมศุลกากร พ.ศ. 2561 ณ บริเวณโถงห้องประชุม ชั้น 1 กระทรวงการคลัง ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นไปตามแนวทางนโยบายของรัฐบาล ในการบูรณาการข้อมูลขนาดใหญ่ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อนำมาวิเคราะห์ ค้นหารูปแบบความสัมพันธ์ของข้อมูลให้เกิดประโยชน์ในการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร

      นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า การร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ เป็นการนำ Big Data ภาครัฐ มาเชื่อมโยงเพื่อให้เกิด Data Analytics ภายใต้กระแสโลกยุคดิจิทัล และสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล ซึ่งกรมสรรพากรมีความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการทำงาน หรือเรียกว่า Digital Transformation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร ควบคู่กับการยกระดับการให้บริการและสนับสนุนผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง มีศักยภาพในเวทีเศรษฐกิจระดับโลก

      นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยทั้งสององค์กรต่างมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data ที่ควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง ตลอดจนการพยากรณ์ต่างๆ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

       ทั้งนี้ ความร่วมมือของกรมสรรพากร และ กรมศุลกากร สามารถเชื่อมโยงข้อมูลของประชาชนเป็นภาพเดียวเสมือนเป็น One Government เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนได้มากขึ้น และพัฒนาการบริหารการจัดเก็บภาษีอากรให้ดียิ่งขึ้น

                กรมสรรพากร สำนักงานเลขานุการกรม ส่วนประชาสัมพันธ์ โทร. 0 2272 9529-30 โทรสาร 0 2617 3324 หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) 1161

         

Click Donate Support Web

468x60 16

BIT FUN728x90

yobit 560 60

8

468x60 bit

468x60 DOG

กรมศุลกากรแถลงผลการดำเนินการนโยบายงานด้านประชาสัมพันธ์เชิงรุก

1aaaกรมศล

กรมศุลกากรแถลงผลการดำเนินการนโยบายงานด้านประชาสัมพันธ์เชิงรุก

      ณ ศูนย์แถลงข่าวกรมศุลกากร ชั้น 2 อาคาร 1 กรมศุลกากร นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่า อธิบดีกรมศุลกากร มีนโยบายดำเนินการงานด้านประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อสร้างความรับรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในประเด็นต่างๆ ตลอดจนนโยบายและโครงการต่างๆ โดยมอบหมายให้คณะโฆษกกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการ และได้กำหนดให้มีการแถลงข่าวประจำทุกเดือน สำหรับประเด็นที่ประชาชนสนใจในขณะนี้ ได้แก่ 1. การชี้แจงกรณีเอื้อประโยชน์บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด

       2. การแอบอ้างชื่อกรมศุลกากรเก็บค่าโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ 3. การแอบอ้างชื่อกรมศุลกากรในการขายสินค้าในสื่อออนไลน์ และ 4. ผลการสำรวจการดำเนินงานของกรมศุลกากรโดยหน่วยงานต่างประเทศ ดังนี้

        1. การชี้แจงกรณีเอื้อประโยชน์บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด

      นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่าตามที่มีบางเว็บไซต์บางแห่งกล่าวถึงกรมศุลกากร เกี่ยวกับการช่วยเหลือบริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด เลี่ยงภาษี นั้น กรมศุลกากรขอชี้แจงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ดังนี้

       ประเด็นแรกในปี 2554-2557 บริษัท เชฟรอน ใช้รหัส ZZ อันเป็นรหัสว่าส่งออกน้ำมันออกไปยังเขตต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเขตที่รัฐบาลอนุญาตให้นำน้ำมันปลอดภาษีไปขายให้เรือประมงที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องเพื่อนำไปใช้จับปลานอกน่านน้ำไทย (โครงการน้ำมันเขียว) แต่บริษัท เชฟรอน ไม่ได้ส่งน้ำมันไปขายยังเขตต่อเนื่องจริง จึงน่าจะเป็นการสำแดงใบขนเท็จเพื่อหลอกเจ้าหน้าที่ว่าส่งออกไปเขตต่อเนื่อง แต่ความจริงแล้วเอาน้ำมันไปขนลงจากเรือที่แท่นขุดเจาะเอราวัณกลางทะเล ใช่หรือไม่

     ในประเด็นนี้ขออธิบายถึงรหัส ZZ คือ รหัสสำหรับเขตต่อเนื่องราชอาณาจักร เป็นรหัสสถิติข้อมูลในระบบ e-Customs สำหรับส่งออก และระบุในช่องประเทศปลายทาง รหัส YY คือ รหัสประเทศสำหรับใช้นอกเขตต่อเนื่องราชอาณาจักร ในส่วนของข้อเท็จจริง บริษัท เชฟรอน สำแดงระบุสถานที่ปลายทางเป็น ZZ แทนที่จะสำแดงเป็น YY (High Sea Zone) ทั้งนี้ข้อเท็จจริงกิจกรรมที่เกิดขึ้นควรสำแดงเป็น YY แต่เจ้าหน้าที่พบว่าในขณะนั้นเอกสารประกอบใบขนสินค้าขาออก เช่น Invoice, Bill of Lading ก็สำแดงสถานที่ปลายทางเป็นแท่นขุดเจาะ ประกอบกับบริษัท เชฟรอน ปฏิบัติพิธีการในการแจ้งใบปล่อยเรือขาออก ( ใบแนบ 6 แบบที่ 373) สำแดงสถานที่ส่งออกเป็นแท่นขุดเจาะ

      โดยขณะนั้นเป็นการปฏิบัติพิธีการครั้งแรก ที่ไม่เคยปฏิบัติมาก่อนจึงทำให้เข้าใจว่าการสำแดง ZZ เป็นการสำแดงที่ถูกต้อง จึงเห็นได้ว่ากรณีดังกล่าว บริษัท เชฟรอน ไม่ได้มีเจตนาที่จะสำแดงเพื่อฉ้อค่าภาษีโดยเป็นเพียงการระบุรหัสสถานที่ส่งออกที่คลาดเคลื่อนเท่านั้น ทั้งนี้ถึงแม้ว่าบริษัท เชฟรอน จะสำแดง ZZ หรือ YY สิทธิที่ได้จากการปฏิบัติพิธีการส่งออกเป็นการปฏิบัติพิธีการส่งออกเหมือนกัน เพียงแต่บริษัทฯ ระบุรหัสสถิติข้อมูลสถานที่ปลายทางไม่เหมือนกันในระบบ e-Customs (รหัสสถิติข้อมูล)

     ประเด็นที่สองในช่วงระหว่างปี 2558-2559 บริษัท เชฟรอน กลับไปซื้อน้ำมันไม่เสียภาษี แต่เปลี่ยนมาสำแดงการส่งออกด้วยรหัส YY ซึ่งเป็นการสำแดงเท็จอีกเพื่อไม่ต้องเสียภาษี ใช่หรือไม่ สำหรับในประเด็นนี้ การระบุพื้นที่การส่งออกเป็น YY เป็นการระบุพื้นที่ส่งออกซึ่งตรงกับความเป็นจริง พิธีการศุลกากรขาออกหรือการ

ยื่นเอกสารอื่นใดข้อเท็จจริงพบว่ามีการหารือระหว่าง บริษัท เชฟรอน และกรมศุลกากรร่วมกันมาโดยตลอด

กรมศุลกากรไม่พบพฤติการณ์ในการเจตนาจะฉ้อค่าภาษีตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด

      ในส่วนของประเด็นการไปยกเลิกใบขนสินค้าผิดกฎหมายที่กระทำสำเร็จแล้ว ย่อมกระทำไม่ได้ ถ้าไปยกเลิกเท่ากับไปช่วยเหลือไม่ให้ บริษัท เชฟรอน ถูกลงโทษ ใช่หรือไม่ และส่วนข้ออ้างว่าทำตามคำแนะนำของ สตง.นั้นย่อมฟังไม่ขึ้นเพราะ สตง. ไม่มีอำนาจตามกฎหมายใดๆ มาสั่งหรือแนะนำให้ยกเลิกใบขนสินค้าที่ผิดกฎหมาย ในประเด็นนี้ เนื่องจากพบว่า บริษัทไม่มีพฤติการณ์ฉ้อค่าภาษีตั้งแต่แรก ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดที่ระบุใน พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 แต่เป็นการปฏิบัติพิธีการศุลกากรที่ไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 และบริษัท เชฟรอน ได้ทำการตกลงระงับคดีไปแล้ว การยกเลิกใบขนขาออกของกรมศุลกากรในขณะนั้น 336 ฉบับ เหตุผลเนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามหนังสือของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินในขณะนั้น ซึ่งผลของการยกเลิกใบขนจะทำให้บริษัทไม่สามารถนำใบขน 336 ฉบับ ไปใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้รัฐได้ประโยชน์ 1,8xx ล้านบาท

       หากไม่ทำการเพิกถอนใบขนสินค้าขาออกกรณีที่เป็นปัญหาดังกล่าวแล้ว ก็จะมีผลให้คำสั่งยกเว้นภาษีสรรพสามิตยังคงชอบด้วยกฎหมาย แม้ว่าบริษัท เชฟรอน จะนำเงินมาชำระต่อกรมสรรพสามิตก็จะเป็นการรับเงินนั้นไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จึงอาจเป็นเหตุต้องคืนเงินให้บริษัท เชฟรอน ในฐานลาภมิควรได้ตามมาตรา 406 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และถึงแม้จะไม่ดำเนินการตามหนังสือ สตง. กรมฯ ก็ต้องเพิกถอนใบขนขาออกทั้งหมด เพราะหากไม่เพิกถอนใบขนขาออกจะมีสถานะสมบูรณ์อันเป็นเหตุให้บริษัท เชฟรอน ยกเป็นข้ออ้างไม่ชำระภาษีสรรพสามิตได้ การยกเลิกใบขนต้องยกเลิกภายใน 90 วันนับแต่กฤษฎีกามีคำวินิจฉัย

 

เพื่อป้องกันความเสียหาย

2. การแอบอ้างชื่อกรมศุลกากรเก็บค่าโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์

       นายกรีชา เกิดศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง ในฐานะรองโฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่า เนื่องจากกรมศุลกากรได้รับการสอบถามจากผู้ประกอบการหลายรายถึงกรณีที่มีผู้ที่อ้างตัวเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการจัดทำหนังสือรายงานพิเศษเนื่องในโอกาส “ครบรอบ 144 ปี

      กรมศุลกากร” และมีการกำหนดอัตราค่าโฆษณาไว้อย่างชัดเจนเป็นจำนวนหลักหมื่นขึ้นไป พร้อมทั้งมีข้อความที่ทำให้ผู้ประกอบการเข้าใจผิดเหมือนกรมศุลกากรมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำหนังสือฯ และขอรับการสนับสนุน ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด กรมศุลกากรขอยืนยันว่าไม่เคยมีนโยบายขอรับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการในลักษณะดังกล่าว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ได้ว่าจ้างสื่อสิ่งพิมพ์รายใดจัดทำหนังสือรายงาน พิเศษเนื่องในโอกาส “ครบรอบ 144 ปี กรมศุลกากร” แต่อย่างใด

       หากผู้ประกอบการรายใดได้รับหนังสือดังกล่าว หรือลักษณะคล้ายข้อความดังกล่าว โปรดอย่าหลงเชื่อว่ากรมศุลกากรมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำครั้งนี้ของสื่อสิ่งพิมพ์ดังกล่าว ทั้งนี้ หากท่านพบเห็นหรือสงสัยว่ามีผู้แอบอ้างกระทำพฤติกรรมดังกล่าว หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องใดๆ สามารถสอบถามได้ที่ ส่วนสื่อสารองค์กร กรมศุลกากร โทร 0-2667-7988 ,0-2667-7335 หรือ 0-2667-5218 หรือสายด่วนศุลกากร โทร. 1164 ในวันและเวลาราชการ

     3. การแอบอ้างชื่อกรมศุลกากรในการขายสินค้าในสื่อออนไลน์ นายกรีชา ยังกล่าวอีกว่า ตามที่ในสื่อออนไลน์ มีการโฆษณาขายสินค้า และแอบอ้างด้วยการนำภาพของผู้บริหารกรมศุลกากร หรือภาพเหตุการณ์การจับกุม นำมาใช้เพื่อการโฆษณาสินค้าเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือนั้น ทั้งนี้กรมศุลกากรได้มีการแจ้งเตือนอย่างสม่ำเสมอ แต่ยังพบว่ามีการแอบอ้างชื่อกรมศุลกากรขายสินค้าผ่านทางสื่อออนไลน์อยู่ กรมศุลกากรจึงขอแจ้งเตือนประชาชนอีกครั้งว่า ในการดำเนินการเกี่ยวกับของกลางที่ตกเป็นของแผ่นดินแล้วจะสามารถจำหน่ายได้โดยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ดังนี้ (1) ขายทอดตลาด (2) ขายคืนเจ้าของ (3) ขายปันส่วน (4) ส่งมอบส่วนราชการ (5) ทำลาย (6) วิธีการอื่นๆ ตามอนุมัติอธิบดี ทั้งนี้ให้ดำเนินไปตามระเบียบกรมศุลกากรว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการจำหน่ายของกลาง พ.ศ. 2560 โดยกรมศุลกากรจะประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการและจะดำเนินการโดยกรมศุลกากรหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากกรมศุลกากรเท่านั้น พร้อมทั้งดำเนินการชำระภาษีโดยมีเอกสารหลักฐานการชำระโดยกรมศุลกากรที่ชัดเจนตามกฎหมาย สำหรับกรณีดังกล่าว เป็นการแอบอ้าง

       หลอกลวงโดยมิจฉาชีพทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและกรมศุลกากร ซึ่งในขณะนี้กรมศุลกากรได้ดำเนินการรวบรวมเพจต่างๆ ที่ปรากฏบนโซเชียลดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิด

4. ผลการสำรวจการดำเนินงานของกรมศุลกากรโดยหน่วยงานต่างประเทศ

       นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร ได้กล่าวว่า หน่วยงานต่างประเทศได้มีการสำรวจและเผยแพร่ผลการดำเนินงานของกรมศุลกากรในรอบปีที่ผ่านมา โดยพบว่ากรมศุลกากรมีผลการดำเนินงานในอันดับที่ดีขึ้น กล่าวคือ

- รายงานดัชนีวัดประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ (Logistics Performance Index:LPI 2018) ซึ่งจัดทำโดยธนาคารโลก พบว่า อันดับของประเทศไทยดีขึ้นจาก อันดับ 45 เป็นอันดับ 32 จาก 160 ประเทศ โดยในส่วนพิธีการศุลกากรของไทยนั้น มีอันดับดีขึ้น จากที่เดิมเป็นอันดับ 3 โดยขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน (รองจากสิงคโปร์)

- รายงานเรื่อง Trade Facilitation Indicators 2018 ซึ่งจัดทำโดยองค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หรือ OECD พบว่า พิธีการทางศุลกากรของไทยมีการพัฒนาในหลายๆด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านกระบวนงาน (procedure) ด้านการนำระบบ automation มาใช้ ด้านการลดจำนวนเอกสารในการผ่านพิธีการ และ ด้านกระบวนการอุทธรณ์ (appeal procedure) นั้น ในอาเซียนไทยเป็นรองเฉพาะประเทศสิงคโปร์ เท่านั้น

- การศึกษาเรื่องดัชนีสภาพแวดล้อมในการค้าสินค้าที่ผิดกฎหมาย (The Global Illicit Trade Environment Index 2018) ซึ่งจัดทำโดย นิตยสาร “The Economist” สำรวจใน84 ประเทศ พบว่า ในส่วนของสภาพแวดล้อมทางศุลกากร (Customs Environment) ซึ่งเป็นการพิจารณาด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับผู้ประกอบการที่สุจริตและการปราบปรามสินค้าที่ผิดกฎหมายนั้น การดำเนินงานของกรมศุลกากรอยู่ในอันดับที่ 45 ซึ่งดีกว่าทุกประเทศในอาเซียน

      นายชัยยุทธฯ กล่าวว่า แม้ผลสำรวจจะชี้ว่าการพัฒนาพิธีการศุลกากรในหลายๆด้านจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่กรมศุลกากรก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบการให้บริการทางศุลกากรอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมทางศุลกากรให้มากยิ่งขึ้น

         

Click Donate Support Web

468x60 16

BIT FUN728x90

yobit 560 60

8

468x60 bit

468x60 DOG

กรมศุลกากรขอชี้แจงจากกรณี ข่าวช่อง 8 นำเสนอการลักลอบขนของหนีภาษีตามแนวชายแดน

customsกรมศุลกากร ขอชี้แจงจากกรณี ข่าวช่อง 8 นำเสนอการลักลอบขนของหนีภาษีตามแนวชายแดน

     กรมศุลกากรขอชี้แจงจากกรณี ข่าวช่อง 8 นำเสนอการลักลอบขนของหนีภาษีตามแนวชายแดน มุกดาหาร-แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว บริเวณแม่น้ำโขง โดยใช้เรือหางยาวเป็นยานพาหนะบรรทุกสินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ

     จากกรณี ข่าวช่อง 8 นำเสนอการลักลอบขนของหนีภาษีตามแนวชายแดน มุกดาหาร-แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว บริเวณแม่น้ำโขง โดยใช้เรือหางยาวเป็นยานพาหนะบรรทุกสินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ นั้น

     กรมศุลกากร ขอเรียนชี้แจงว่าจังหวัดมุกดาหาร มีเขตแดนที่มีลำน้ำโขงกั้นระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว ระยะทางตลอดแนวชายแดนประมาณ 72 กิโลเมตร การไปมาหาสู่ของชาวบ้านทั้ง สองประเทศมีวิถีชีวิตโดยจะใช้ยานพาหนะทางเรือในการขนส่งบุคคลและสินค้าอุปโภค-บริโภคของแต่ละวันและมีการเดินทางโดยรถยนต์ที่เข้า-ออก ทางสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 2 ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนถาวร

 

สถานการณ์การลักลอบขนของหนีภาษี

       การลักลอบหนีศุลกากรจะใช้เรือหางยาว(เรือกีบ) ที่ทำด้วยไม้และเหล็กในการบรรทุกสินค้า สินค้าที่ลักลอบนำเข้าส่วนใหญ่ ได้แก่ สินค้าประเภทกระเทียม เนื้อสัตว์ เครื่องในแช่แข็ง ส่วนสินค้าลักลอบส่งออก ได้แก่ ไข่ไก่สด ปลาสด เนื้อสัตว์ปีก สุกรมีชีวิตฯ ผู้ลักลอบจะมีการติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ มีการจดจำหมายเลขทะเบียนรถยนต์ของทางราชการที่ใช้ปฏิบัติงาน ตลอดเส้นทางถนนที่ติดริมแม่น้ำโขงจะวางจุด

       โดยมีบุคคลเฝ้าระวังมากถึง 9 จุด ใช้รถยนต์และมอเตอร์ไซด์ในการดูทาง มีการติดต่อระหว่างกันโดยใช้วิทยุสื่อสาร การขนสินค้าจากเรือเข้าโกดังใช้เวลาไม่เกิน 10 – 15 นาที มีคนแบกหามในคราวละ 20 คนขึ้นไป จากนั้นจะใส่รถยนต์กระบะบรรทุกวิ่งออกจากโกดังทันที มีการกระทำที่เป็นลักษณะกองทัพมด มีการนำสินค้าไปรวมกันที่บริเวณป่าละเมาะหรือสถานที่ลับตาคนเพื่อรวบรวมใส่รถยนต์บรรทุก และนำไปส่งตามจังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดศรีษะเกษ ร้อยเอ็ด ขอนแก่น เป็นต้น

 

ด้านป้องกันและปราบปราม

     ภารกิจการป้องกันและปราบปรามสินค้าลักลอบหนีศุลกากรนอกจากด่านศุลกากรมุกดาหารแล้ว ยังมีหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ที่มีอำนาจหน้าที่ดังกล่าว ได้แก่ หน่วยรักษาลำน้ำโขง (นรข.) กองบังคับการตำรวจน้ำ ฝ่ายปกครอง ตำรวจตระเวนชายแดน เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ

    จะมีการลาดตระเวน ตรวจการณ์ทางลำน้ำ มีการตั้งด่านตรวจในเวลากลางวันและกลางคืน ส่วนการข่าวนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่จะไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐเนื่องจากกลุ่มคนที่กระทำความเป็นผิดเป็นผู้มีอิทธิพล ประกอบกับชาวบ้านในละแวกดังกล่าวบางส่วน อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ลักลอบโดยจะรับจ้างแบกขนของลักลอบหนีภาษี

 

ปัญหาอุปสรรค

      สภาพภูมิประเทศที่ติดลำน้ำโขงทำให้เอื้อต่อการลักลอบหนีศุลกากร ประกอบกับ เจ้าหน้าที่รัฐไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านในพื้นที่ด้านการข่าวเท่าที่ควร จึงทำให้การติดตามจับกุมการกระทำความผิดยากลำบากมากขึ้น

 

แนวทางการแก้ไข

     ๑. ด่านศุลกากรมุกดาหารร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ที่มีอำนาจหน้าที่ ได้แก่ หน่วยรักษาลำน้ำโขง (นรข.) กองบังคับการตำรวจน้ำ ฝ่ายปกครอง ตำรวจตระเวนชายแดน และเจ้าหน้าที่ทหาร เพื่อตรวจสอบติดตามข่าวการลักลอบขนของหนีภาษี และนำข้อมูลการข่าวที่ได้รับไปขยายผลเพื่อให้เกิดการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ในการป้องกันและปราบปรามผู้ลักลอบนำสินค้าหนีภาษีเข้าประเทศไทย

    ๒. ประสานการทำงานร่วมกับสำนักงานศุลกากรภาค 2 และส่วนกลาง (สำนักสืบสวนและปราบปราม) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจับกุมผู้กระทำความผิดลักลอบหนีศุลกากรในจังหวัดมุกดาหาร และขยายผลต่อไปในพื้นที่ใกล้เคียงตลอดจนแนวชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน

    ๓. ผลักดันให้พื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอหว้านใหญ่ อำเภอเมือง และอำเภอดอนตาล เป็นเขตควบคุมทางศุลกากร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการตรวจค้น การควบคุมสินค้าที่เคลื่อนย้ายไปมาในบริเวณดังกล่าว

    ทั้งนี้ กรมศุลกากรได้สั่งการให้ด่านศุลกากรที่มีพื้นที่ชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดลักลอบหนีศุลกากร เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการควบคุมทางศุลกากร โดยกำชับมิให้เจ้าหน้าที่มีการเพิกเฉยหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดตามกฎหมายศุลกากรโดยเด็ดขาด

 

สถิติการจับกุม

      ปี 2560 มีการจับกุมคดีลักลอบหนีศุลกากร จำนวน 106 คดี คิดเป็นมูลค่า 29.16 ล้านบาท

      ปี 2561 (ตุลาคม 2560 – กุมภาพันธ์ 2561) มีการจับกุมคดีลักลอบหนีศุลกากร จำนวน 34 คดี คิดเป็นมูลค่า 1.76 ล้านบาท สินค้าที่มีการลักลอบนำเข้า ได้แก่ กระเทียม เนื้อโคกระบือแช่แข็ง สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า สินค้าที่มีการลักลอบส่งออก ได้แก่ สุกรมีชีวิต มะพร้าว ปลาสด สัตว์ปีกแช่แข็ง

ศุลกากร ตื่นสั่งสำแดงกล้อง 'กุลิศ'แจงกม.เก่าไม่เข้มงวดตรวจสิ่งของ

Cกลศ สมบตศรศุลกากร ตื่นสั่งสำแดงกล้อง 'กุลิศ'แจงกม.เก่าไม่เข้มงวดตรวจสิ่งของ

     ไทยโพสต์ * ศุลกากรออกประกาศเข้มงวดผู้โดยสารของติดตัวไปเมืองนอก'โน้ตบุ๊ก-กล้อง' ต้องแจ้งทุกครั้ง อธิบดีเต้นชี้แจง ยันเป็นกฎหมายเก่าเอามาใช้ใหม่ ย้ำไม่ได้เข้มงวดตรวจของทั้งขาเข้า-ขาออก

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมศุลกากรได้ออกประกาศฉบับใหม่ 60/2561 เรื่อง "การปฏิบัติพิธีการศุลกากรของติดตัวผู้โดยสารที่นำติดตัวเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพร้อมกับตนทางอากาศยาน" ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ.2561 ที่ผ่านมา โดยสาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ก็คือ กรณีเดินทางออกนอกประเทศ หากจะนำของมีค่าออกไป เช่น นาฬิกา กล้องถ่ายวิดีโอ กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์สำหรับพกพา ซึ่งมีเครื่องหมาย เลขหมายที่สามารถตรวจสอบได้ ให้แจ้งต่อพนักงานศุลกากร ณ ห้องที่ทำการศุลกากรบริเวณห้องผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ เพื่อขอรับการยกเว้นอากรในฐานะของใช้ส่วนตัว โดยต้องเป็นของเก่าใช้แล้ว

       สำหรับ ผู้โดยสารขาเข้าจากต่างประเทศ ของส่วนตัวที่เจ้าของนำเข้ามาพร้อมกับตนทางอากาศยาน ที่จะสามารถได้รับการยกเว้นอากร สำหรับของใช้ส่วนตัวราคารวมกันไม่เกิน 20,000 บาท แต่หากสิ่งของที่ผู้โดยสารนำติดตัวเข้ามาพร้อมกับตน ในวันเดินทางมาจากต่างประเทศ โดยไม่เป็นของต้องห้าม หรือของต้องจำกัดในการนำเข้า มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 200,000 บาท หรือเป็นของที่มีมูลค่าเกินกว่า 200,000 บาท และนำติด ตัวเข้ามาเพียงชิ้นเดียว ให้อยู่ในอำนาจของพนักงานศุลกากรที่ดูแลโดยตรง จัดเก็บอากรปากระ วาง ประกอบด้วย อากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และค่าธรรมเนียมอื่นๆ (ถ้ามี)

       ส่วนสินค้าปลอดภาษี (Duty Free) ของที่ซื้อจากร้านค้าปลอดอากรขาออกในเมือง หรือร้านค้าปลอดอากรภายในอาคารผู้โดยสารขาออก ณ สนามบิน จะต้องนำออกไปนอกราชอาณาจักรเท่านั้น หากนำกลับเข้ามาให้ผ่านการตรวจที่ช่องแดง (Goods to Declare) และชำระอากร

       ด้านนายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวชี้แจง กรณีถึงประกาศดังกล่าวว่า ไม่ใช่กฎหมายใหม่ แต่เป็นการนำกฎหมายฉบับเดิมที่มีการยกเลิกไปก่อนหน้านี้ กลับมา ประกาศให้มีผลบังคับใช้อีกครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อปลาย ปีที่ผ่านมา กรมศุลฯ มีการปฏิรูป กฎหมายศุลกากรครั้งใหญ่ โดยเริ่มใช้ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ทำให้ประกาศที่มีอยู่ภายใต้กฎหมายเดิมต้องถูกยกเลิกไปด้วย ส่งผลให้ขณะนี้กรมต้องทยอยนำประกาศกฎหมายเดิมออกมาประกาศใช้ ให้สอดรับ พ.ร.บ.ใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้

      "ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือกรมจะไปตรวจสอบเข้มงวดกว่าเดิมเลย เช่น การยกเว้นการเสียภาษีให้กับของส่วนตัวที่เจ้าของที่นำเข้ามาไม่เกินคนละ 20,000 บาท สินค้าปลอดภาษี ที่ซื้อจากร้านค้าปลอดอากรขาออกในเมือง จะต้องนำออกไปใช้นอกราชอาณาจักรเท่านั้น หากนำกลับเข้ามาก็ต้องเสียภาษี ก็เป็นเรื่องปกติที่เคยทำมากันอยู่แล้ว โดยกรมยืนยันประกาศที่ออกมาเป็นกฎหมายฉบับเดิมที่เคยใช้ โดยกรมไม่ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาใหม่ หรือเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบของติดตัวผู้โดยสารขาเข้าและขาออก ดังนั้นขอให้ผู้โดยสารสบายใจว่าการเดินทางออกและเข้าในประเทศยังปฏิบัติได้เหมือนอย่างที่เคยปฏิบัติมา" นายกุลิศกล่าว.

กรมศุลกากรจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และบุหรี่ไฟฟ้า หลีกเลี่ยงศุลกากร มูลค่ากว่า 900 ล้านบาท

customsกรมศุลกากรจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และบุหรี่ไฟฟ้า หลีกเลี่ยงศุลกากร มูลค่ากว่า 900 ล้านบาท

      ณ ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยี สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร แถลงข่าวจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และบุหรี่ไฟฟ้าลักลอบหนีศุลกากรมูลค่าของกลางรวมทั้งสิ้นกว่า 900 ล้านบาท

   ตามที่กรมศุลกากรได้มีนโยบายในการปกป้องสังคม และสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและการจัดเก็บภาษีอากร รวมทั้งขจัดอิทธิพลกลุ่มขบวนการลักลอบค้าของเถื่อน นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร จึงได้สั่งการให้ นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดี มอบหมายให้ นายวรวุฒิ วิบูลย์ศิริชัย ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและปราบปราม เข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าลักลอบหนีศุลกากร รวมถึงแหล่งรับซื้อ เพื่อปราบปรามขบวนการลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งทำผิดกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จึงได้ดำเนินการวางแผนจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และบุหรี่ไฟฟ้าหลีกเลี่ยงศุลกากรในครั้งนี้

  เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 เวลาประมาณ 14.30 น. เจ้าหน้าที่ศุลกากรสำนักสืบสวน และปราบปราม (สสป.) นำโดย นายณัฐวุฒิ สระฏัน ผู้อำนวยการส่วนสืบสวนปราบปราม 1 ได้เข้าทำการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้า จำนวน 4 ตู้ จากการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ตู้ที่ 1 พบสินค้าแบรนด์เนมประเภทเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และอื่นๆ ละเมิดลิขสิทธิ์หลีกเลี่ยงศุลกากรจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 900 ล้านบาท ซึ่งตู้สินค้าอีก 3 ตู้คอนเทนเนอร์จะดำเนินการตรวจสอบต่อไป

  กรณีดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากรฐานสำแดงเท็จ หลีกเลี่ยงอากร ข้อห้าม ข้อกำกัดที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เสียภาษี หรือของที่ไม่ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง อันมีเจตนา ฉ้อภาษีของรัฐ อันเป็นความผิดตามนัยมาตรา 202,242,243 และ มาตรา 244 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ประกอบกับมาตรา 252 และเป็นของอันพึงต้องริบตามมาตรา 167 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

apm

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!