WORLD7

sme624x100 giftqm720

กรมสรรพากร กรมสรรพากร

กรมสรรพากรเปิดรับสมัครตัวแทนการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่นักท่องเที่ยวในเมือง

RDแพตรเซย มงคลวนชกรมสรรพากรเปิดรับสมัครตัวแทนการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่นักท่องเที่ยวในเมือง

        นางแพตริเซีย มงคลวนิช ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า “ขณะนี้กรมสรรพากรได้เปิดให้ภาคเอกชนที่เป็น บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย สมัครเป็นตัวแทนในการดำเนินการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่นักท่องเที่ยวในเมือง โดยเปิดรับสมัครเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 - 17 กันยายน 2561 ซึ่งการเป็นตัวแทนการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยวในเมืองครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้นักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าให้แก่นักท่องเที่ยว (ร้านค้า VAT Refund For Tourists) สามารถขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจากตัวแทนดังกล่าว ไว้ใช้สอยต่อได้อีกตั้งแต่อยู่ในเมือง นักท่องเที่ยวจึงสามารถนำเงินไปซื้อสินค้าได้รวดเร็วขึ้น ช่วยให้ผู้ประกอบการขายสินค้าได้เพิ่มขึ้น เป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศและเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นสวรรค์แห่งการชอปปิ้งอีกทางหนึ่ง”

        สำหรับ ภาคเอกชนที่สนใจสมัครเป็นตัวแทนในการดำเนินการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่นักท่องเที่ยวในเมือง โดยต้องมีคุณสมบัติดังนี้

1. เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย

2. มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ตั้งแต่ยี่สิบห้าล้านบาทขึ้นไป

3. เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร และไม่เคยมีประวัติเป็นผู้ออกหรือใช้ใบกำกับภาษีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

4. มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการเป็นตัวแทนของผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากกรมสรรพากร ปรากฏอยู่ในข้อหนึ่งข้อใดที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองนิติบุคคล

5. มีพื้นที่ในการให้บริการเป็นตัวแทนคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้แก่ผู้เดินทางออกไป นอกราชอาณาจักร ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

6. มีเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ รวมถึงระบบงานพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ในการให้บริการเป็นตัวแทนคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้แก่ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร

7. มีระบบเชื่อมต่อการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรกับเครื่องอ่านหนังสือเดินทาง และสามารถส่งข้อมูลการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ให้กับกรมสรรพากรได้ในทันที

                ทั้งนี้ เป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 224 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรที่ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียน เพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักร มีสิทธิตั้งตัวแทนเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้ ตามมาตรา 84/4 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 5 กันยายน 2561

                สำหรับ ภาคเอกชนผู้ประสงค์สมัครเป็นตัวแทน ฯ สามารถยื่นแบบคำขออนุมัติให้บริการเป็นตัวแทนคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรในเมือง ได้ตั้งแต่วันที่ 7 - 17 กันยายน 2561 ที่กลุ่มบริหารการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่นักท่องเที่ยว ชั้น 17 อาคารกรมสรรพากร โดยผู้ที่ได้รับการอนุมัติครั้งนี้สามารถให้บริการเป็นตัวแทนคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่นักท่องเที่ยว ฯ เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 – วันที่ 31 มีนาคม 2562 ทั้งนี้ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดำเนินการทดลอง กรมสรรพากรจะได้ประเมินผลนำเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาต่อไป

                ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มบริหารการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่นักท่องเที่ยว ชั้น 17 อาคารกรมสรรพากร โทรศัพท์ 0 2272 8199 และที่ศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร.1161

         

Click Donate Support Web

468x60 16

BIT FUN728x90

yobit 560 60

8

468x60 bit

468x60 DOG

สรรพากร เตรียมพร้อมรีดภาษี e-Business

Gเอกนต นตทณฑประภาศสรรพากร เตรียมพร้อมรีดภาษี e-Business

     ไทยโพสต์ * ‘สรรพากร’ แจงเตรียมพร้อมระบบไอทีลุยรีดภาษี e-Business หนุนเก็บรายได้เพิ่ม 3 พันล้านบาทต่อปี ยันกฎหมายช่วยสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการไทยและต่างประ เทศ

      นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประ ภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ที่กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) ในต่างประเทศ โดยกำหนดให้ผู้ให้ บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และ ดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ ที่มีรายได้จากการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีแวต) กับกรมสรรพากร ซึ่งคาดว่าจะทำให้การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นปีละ 3 พันล้านบาท เป็นการทำตามข้อเสนอขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) โดยกรมสรรพากรได้เตรียมพร้อมระบบไอทีเพื่อรองรับการเก็บภาษีแวต ดังกล่าว เพื่อให้เกิดความสะดวก สามารถดำเนินการได้ทันที

     ทั้งนี้ เนื่องจากเทคโนโลยีทันสมัยการค้าขายสินค้าและให้บริการ ไม่ต้องมาตั้งบริษัทในประเทศไทย ก็สามารถค้าขายของบนออนไลน์ บนแพลตฟอร์มในต่างประเทศ เช่น ขายหนังออนไลน์ ดาวน์โหลดเพลง สติก เกอร์ ให้บริการโฆษณา ซึ่งผู้ให้บริการไม่มีภาระต้องเสียภาษีแวต ถือว่าไม่เป็นธรรมกับผู้ประ กอบการไทยที่ประกอบธุรกิจลักษณะเดียวกันที่ต้องเสียภาษีแวต

      "หากไม่เก็บภาษีแวตจากผู้ประกอบการต่างๆ อีกหน่อยผู้ประกอบการไทยก็หนีไปจดทะเบียนในต่างประเทศ และมาขายสินค้าและบริการบนแพลต ฟอร์มในไทย เพื่อไม่ต้องเสียภาษีแวต ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้มากขึ้น ฐานภาษีในอนาคตจะหายไปหมด" นายเอกนิติกล่าว

      นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันร่างกฎหมายเก็บภาษี แวตกับผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอ นิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว หลังจากนี้ต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หลังจากนั้นกฎหมายถึงจะมีผลบังคับใช้.

 

รัฐโกย 3 พันล. ภาษีออนไลน์ เอกชนขานรับ

      ไทยโพสต์ : พระราม 6 * น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลังและโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ที่กำหนดให้มี การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจาก ผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอ นิกส์ (e-Business) ในต่างประ เทศ โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ ที่มี รายได้จากการให้บริการทางอิเล็ก ทรอนิกส์ในประเทศไทยเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ยื่น แบบแสดงรายการภาษี และนำส่งภาษีให้แก่กรมสรรพากรผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่าจะทำให้การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นปีละ 3 พันล้านบาท

        นางแพตริเซีย มงคลวนิช ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัด เก็บภาษีและโฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวเป็น การเก็บภาษีแวตจากผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ ตัว อย่างเช่น การโฆษณา ดาวน์ โหลดเกมส์ ดาวน์โหลดสติกเกอร์ สมัครสมาชิกทีวีออนไลน์ เป็น การเก็บภาษีแวตจากดิจิทัลคอนเทนส์ หรือดิจิทัลเซอร์วิส รวมถึงการให้บริการต่างๆ ที่มีการซื้อขายกันและมีการเก็บค่าบริการซื้อขายจากการซื้อสินค้านั้น ก็จะมีการเก็บภาษีแวตในส่วนของค่าบริการเท่านั้นไม่รวมถึงค่าสินค้า

     "กรมสรรพากร คาดว่า บริษัททั้ง 80-100 แห่งดังกล่าว ก็จะยอมเสียภาษีแวตในประ เทศไทยด้วยเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องที่ต่างประเทศดำเนินการและได้ผลมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ประเทศไทยทำเป็นประเทศแรก" นางแพตริเซียกล่าว.

 

คลังปลื้มรีดรายได้เกินเป้า 6 หมื่นล.

    ไทยโพสต์ : พระราม 6 * คลังเปิดตัวเลขรายได้รัฐ 9 เดือนปีงบ 61 สูงกว่าเป้าหมาย 6.24 หมื่นล้านบาท 3 กรมภาษียังผลงานไม่เข้าตา รีดภาษีต่ำกว่าเป้าหมายต่อเนื่อง

     นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระ ทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในเดือน มิ.ย.2561 อยู่ที่ 2.55 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2.33 พันล้านบาท หรือ 0.9% โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำ กว่าประมาณการที่สำคัญ ได้ แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บต่ำกว่าประมาณการ 2.96 พันล้านบาท หรือ 4.1%, ภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 2.82 พันล้านบาท หรือ 34.8% และภาษีสุรา จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 1.52 พันล้านบาท หรือ 27.4%

     สำหรับ การจัดเก็บรายได้รัฐบาลช่วง 9 เดือนของปีงบประมาณ 2561 (ต.ค.60-มิ.ย.61) จัดเก็บรายได้รวมที่ 1.83 ล้านล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบ ประมาณ 6.24 หมื่นล้านบาท หรือ 3.5% โดยมีสาเหตุจากการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่น สูงกว่าประมาณการ 2.75 หมื่นล้านบาท หรือ 22.9% และการนำส่งรายได้ ของรัฐวิสาหกิจ สูงกว่าประ มาณการ 2.51 หมื่นล้านบาท หรือ 23.9%

      โดยภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร ในช่วง 9 เดือนของปีงบประมาณ 2561 อยู่ที่ 1.35 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 1.15 หมื่นล้านบาท กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้รวมอยู่ที่ 4.19 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 8.29 พันล้านบาท ขณะที่กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้รวม 8.15 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2.04 พันล้านบาท.

อธิบดีกรมสรรพากร มอบนโยบายเน้นนำดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษีและบริการประชาชนพร้อมตั้งเป้าเป็นกรมสรรพากรดิจิทัลภายในปี 2563

Gเอกนตอธิบดีกรมสรรพากร มอบนโยบายเน้นนำดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษีและบริการประชาชนพร้อมตั้งเป้าเป็นกรมสรรพากรดิจิทัลภายในปี 2563

        ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เป็นประธานการประชุม/สัมมนาผู้บริหารกรมสรรพากรทั่วราชอาณาจักร กลางปีงบประมาณ พ.ศ.2561 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาคีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพมหานคร

       โอกาสนี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารกรมสรรพากรที่เข้าร่วมประชุม โดยได้ถ่ายทอดสดผ่านระบบ Telepresence ของกรมสรรพากรให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร กว่า 20,000 คน ทั่วประเทศรับฟังพร้อมกันด้วย

       อธิบดีกรมสรรพากร เน้นถึงความจำเป็นที่กรมสรรพากรต้องปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทัน กับการเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งกำลังอยู่ในยุคดิจิทัลและตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล โดยจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการทำงานของกรมสรรพากรทุกกระบวนการหรือที่เรียกว่า Digital Transformation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร ควบคู่ไปกับสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้เสียภาษีซึ่งรับบริการจากกรมสรรพากร อันจะทำให้กรมสรรพากรสามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นกรมสรรพากรดิจิทัล หรือ Digital RD ได้ภายในปี 2563 ได้แก่ การยื่นแบบแสดงรายการในระบบ Digital เช่น การนำระบบ e-filing มาใช้งาน เป็นการยื่นแบบแสดงรายการในระบบอิเล็กทรอนิกส์ และนำระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt จะสะดวกรวดเร็วในการดำเนินการออกใบกำกับภาษีหรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ และช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ในประเทศไทยตามนโยบายของรัฐบาล

        อธิบดีกรมสรรพากร ได้มีนโยบายที่จะนำการวิเคราะห์ข้อมูลหรือ Data Analytics มาใช้ในการบริหารการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรทุกด้าน อาทิ การประมาณการรายได้ การวิเคราะห์และติดตามผลการจัดเก็บภาษี การบริหารความเสี่ยง และการตรวจสอบภาษี เช่น การนำระบบคัดเลือกผู้เสียภาษีเพื่อกำกับ และตรวจสอบ (Risk Base Audit System) มาช่วยลดระยะเวลาในการตรวจสอบ นอกจากนี้ จะต้องส่งเสริม ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรทุกคนให้มีความรู้และทักษะทางดิจิทัล สำหรับการปฏิรูปภาษีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศนั้น อธิบดีกรมสรรพากรมุ่งเน้นการพัฒนากฎหมายและกระบวนการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยจะต้องทำให้การเสียภาษีมีความชัดเจน แน่นอนและสะดวก รวมทั้งก่อให้เกิดต้นทุนแก่ผู้เสียภาษีและกรมสรรพากรน้อยที่สุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ กรมสรรพากรต้องมีการสร้างความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำระหว่างประเทศ เช่น OECD เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลภาษีอากร

       อธิบดีกรมสรรพากร ยังได้เน้นย้ำให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรทุกคนต้องปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและยินดีให้บริการแก่ผู้เสียภาษีตามวิสัยทัศน์ของกรมสรรพากร ตลอดจนสานต่อการดำเนินงานตามนโยบายเดิม ที่มุ่งเน้นการแนะนำให้ผู้เสียภาษีทุกรายเสียภาษีอย่างถูกต้องครบถ้วน ตลอดจนการมีมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืนต่อไป

สรรพากร ตั้งเป้าเป็น Digital RD ภายในปี 63 ตามนโยบายรัฐบาล หวังเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี

     นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร มอบนโยบายแก่ผู้บริหารกรมสรรพากรหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยเน้นถึงความจำเป็นที่กรมสรรพากรต้องปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทัน กับการเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งกำลังอยู่ในยุคดิจิทัลและตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล โดยจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการทำงานของกรมสรรพากรทุกกระบวนการหรือที่เรียกว่า Digital Transformation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร ควบคู่ไปกับสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้เสียภาษีซึ่งรับบริการจากกรมสรรพากร อันจะทำให้กรมสรรพากรสามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นกรมสรรพากรดิจิทัล หรือ Digital RD ได้ภายในปี 2563 ได้แก่ การยื่นแบบแสดงรายการในระบบ Digital เช่น การนำระบบ e-filing มาใช้งาน เป็นการยื่นแบบแสดงรายการในระบบอิเล็กทรอนิกส์ และนำระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt จะสะดวกรวดเร็วในการดำเนินการออกใบกำกับภาษีหรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ และช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ในประเทศไทยตามนโยบายของรัฐบาล

    นอกจากนี้ มีนโยบายที่จะนำการวิเคราะห์ข้อมูลหรือ Data Analytics มาใช้ในการบริหารการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรทุกด้าน อาทิ การประมาณการรายได้ การวิเคราะห์และติดตามผลการจัดเก็บภาษี การบริหารความเสี่ยง และการตรวจสอบภาษี เช่น การนำระบบคัดเลือกผู้เสียภาษีเพื่อกำกับ และตรวจสอบ (Risk Base Audit System) มาช่วยลดระยะเวลาในการตรวจสอบ

       อีกทั้ง จะต้องส่งเสริมให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรทุกคนให้มีความรู้และทักษะทางดิจิทัล สำหรับการปฏิรูปภาษีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศนั้น อธิบดีกรมสรรพากรมุ่งเน้นการพัฒนากฎหมายและกระบวนการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยจะต้องทำให้การเสียภาษีมีความชัดเจน แน่นอนและสะดวก รวมทั้งก่อให้เกิดต้นทุนแก่ผู้เสียภาษีและกรมสรรพากรน้อยที่สุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ กรมสรรพากรต้องมีการสร้างความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำระหว่างประเทศ เช่น OECD เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลภาษีอากร

       สำหรับ ในปีงบประมาณ 2562 มีเป้าหมายในการจัดเก็บภาษี 2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณก่อนหน้า โดยเชื่อว่าจะเป็นไปได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากจะมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามารองรับการทำงานในทุกส่วน เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี

      ส่วนปีงบประมาณ 2561 กรมสรรพากรได้หารือกับกระทรวงการคลังโดยมีการกำหนดเป้าหมายการจัดเก็บภาษีอยู่ที่ 1.86 ล้านล้านบาท จากเป้าหมายที่กำหนดในเอกสารตามงบประมาณที่ 1.9 ล้านล้านบาท หรือต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีการปรับเป้าหมายการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

      นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ผู้บริหารกรมสรรพากรเร่งดำเนินการเก็บภาษีคงค้างที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 1 แสนล้านบาทให้เร็วขึ้น โดยให้วิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อให้เก็บภาษีคงค้างได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงให้เร่งประชาสัมพันธ์ผู้ประกอบการให้ทำบัญชีเดียว ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งทำให้การเก็บภาษีได้

       "จะมีการแก้กฎหมายซึ่งจะช่วยในการขยายฐานภาษีให้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาษี e-Commerce เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในระบบ สำหรับผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ โดยกระบวนการทำงานในทุกส่วนจะดึงเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริม ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าหมายพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลให้แล้วเสร็จ และในปีหน้าจะเร่งการเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ส่วนปี 2563 การเก็บภาษีของกรมสรรพากรจะเป็นระบบเอไอ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น" นายเอกนิติ กล่าว

            อินโฟเควสท์

อธิบดีกรมสรรพากร มอบนโยบายเน้นนำดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษีและบริการประชาชนพร้อมตั้งเป้าเป็นกรมสรรพากรดิจิทัลภายในปี 2563

Gเอกนต นตทณฑประภาศอธิบดีกรมสรรพากร มอบนโยบายเน้นนำดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษีและบริการประชาชนพร้อมตั้งเป้าเป็นกรมสรรพากรดิจิทัลภายในปี 2563

      ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เป็นประธานการประชุม/สัมมนาผู้บริหารกรมสรรพากรทั่วราชอาณาจักร กลางปีงบประมาณ พ.ศ.2561 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาคีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพมหานคร

      โอกาสนี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารกรมสรรพากรที่เข้าร่วมประชุม โดยได้ถ่ายทอดสดผ่านระบบ Telepresence ของกรมสรรพากรให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร กว่า 20,000 คน ทั่วประเทศรับฟังพร้อมกันด้วย

      อธิบดีกรมสรรพากร เน้นถึงความจำเป็นที่กรมสรรพากรต้องปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทัน กับการเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งกำลังอยู่ในยุคดิจิทัลและตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล โดยจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการทำงานของกรมสรรพากรทุกกระบวนการหรือที่เรียกว่า Digital Transformation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร ควบคู่ไปกับสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้เสียภาษีซึ่งรับบริการจากกรมสรรพากร อันจะทำให้กรมสรรพากรสามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นกรมสรรพากรดิจิทัล หรือ Digital RD ได้ภายในปี 2563 ได้แก่ การยื่นแบบแสดงรายการในระบบ Digital เช่น การนำระบบ e-filing มาใช้งาน เป็นการยื่นแบบแสดงรายการในระบบอิเล็กทรอนิกส์ และนำระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt จะสะดวกรวดเร็วในการดำเนินการออกใบกำกับภาษีหรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ และช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ในประเทศไทยตามนโยบายของรัฐบาล

       อธิบดีกรมสรรพากร ได้มีนโยบายที่จะนำการวิเคราะห์ข้อมูลหรือ Data Analytics มาใช้ในการบริหารการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรทุกด้าน อาทิ การประมาณการรายได้ การวิเคราะห์และติดตามผลการจัดเก็บภาษี การบริหารความเสี่ยง และการตรวจสอบภาษี เช่น การนำระบบคัดเลือกผู้เสียภาษีเพื่อกำกับ และตรวจสอบ (Risk Base Audit System) มาช่วยลดระยะเวลาในการตรวจสอบ นอกจากนี้ จะต้องส่งเสริม ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรทุกคนให้มีความรู้และทักษะทางดิจิทัล สำหรับการปฏิรูปภาษีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศนั้น อธิบดีกรมสรรพากรมุ่งเน้นการพัฒนากฎหมายและกระบวนการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยจะต้องทำให้การเสียภาษีมีความชัดเจน แน่นอนและสะดวก รวมทั้งก่อให้เกิดต้นทุนแก่ผู้เสียภาษีและกรมสรรพากรน้อยที่สุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ กรมสรรพากรต้องมีการสร้างความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำระหว่างประเทศ เช่น OECD เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลภาษีอากร

     อธิบดีกรมสรรพากร ยังได้เน้นย้ำให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรทุกคนต้องปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและยินดีให้บริการแก่ผู้เสียภาษีตามวิสัยทัศน์ของกรมสรรพากร ตลอดจนสานต่อการดำเนินงานตามนโยบายเดิม ที่มุ่งเน้นการแนะนำให้ผู้เสียภาษีทุกรายเสียภาษีอย่างถูกต้องครบถ้วน ตลอดจนการมีมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืนต่อไป

สรรพากร เตรียมเสนอครม.ขยายเวลาใช้ VAT 7% ออกไปอีก เพื่อหนุนเศรษฐกิจโต

      นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7% ต่อไปอีกจากเดิมจะหมดอายุลงในวันที่ 30 ก.ย. 2561 เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันภาพรวมเศรษฐกิจของไทยอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เป็นการฟื้นตัวอย่างร้อนแรงจนต้องใช้การปรับขึ้นภาษีเพื่อลดความร้อนแรงดังกล่าว

      "ยืนยันว่าข่าวที่มีการเผยแพร่กันตามโซเชียลมีเดียว่าจะมีการปรับขึ้นภาษีแวตในเดือน ต.ค. 2561 นั้นเป็นข่าวมั่วแน่นอน เพราะตามหลักการแล้ว ประเทศที่ไม่เจอวิกฤติเศรษฐกิจ หรือไม่ได้มีภาพรวมเศรษฐกิจที่มีการเติบโตอย่างร้อนแรงก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขึ้นอัตราภาษีในส่วนนี้ ตรงนี้เป็นไปตามทฤษฎีการคลัง ส่วนรายละเอียดทั้งหมดต้องรอให้ฝ่ายนโยบายเป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง" นายเอกนิติ กล่าว

          อินโฟเควสท์

กรมสรรพากร เตือนผู้เสียภาษี ใกล้สิ้นสุดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี

RDแพตรเซย มงคลวนชกรมสรรพากร เตือนผู้เสียภาษี ใกล้สิ้นสุดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี

     นางแพตริเซีย มงคลวนิช รองอธิบดีกรมสรรพากร รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้ใกล้สิ้นสุดระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีตามแบบ ภ.ง.ด.50 ภ.ง.ด.52 หรือ ภ.ง.ด.55 สำหรับ บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มูลนิธิ สมาคม หรือนิติบุคคลอื่น ที่มีรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 แล้ว จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสียภาษีรีบดำเนินการยื่นแบบฯ ผ่านช่องทางที่สะดวกภายในกำหนดเวลา กล่าวคือ ผู้ประสงค์จะยื่นแบบฯ ด้วยกระดาษต้องยื่นแบบฯ พร้อมงบการเงิน ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ของนิติบุคคลตั้งอยู่ ภายในวันพุธที่ 30 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา สำหรับการยื่นแบบฯ ทางอินเทอร์เน็ต สามารถยื่นได้จนถึงวันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน 2561

       ในปีนี้ กรมสรรพากรได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลงบการเงินกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลผ่านอินเทอร์เน็ตโดยหากท่านได้ยื่นงบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ DBD e-Filing ผ่านเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว

ไม่จำเป็นต้องยื่นงบการเงินต่อกรมสรรพากรอีก

       อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ประกอบการที่เป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่ไม่ต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและรับรองงบการเงิน แต่ประสงค์จะใช้งบการเงินผ่าน DBD e-filing ที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าสามารถดำเนินการได้ 2 แนวทาง ดังนี้

       1. หากได้ยื่นงบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีรายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว สามารถใช้งบการเงินดังกล่าวได้โดยไม่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม

      2. หากได้ยื่นงบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไม่มีรายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชีของผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะต้องส่งรายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชีเพิ่มเติมผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ในเมนู งบการเงินจึงจะถือว่าการยื่นงบการเงินแก่กรมสรรพากรสมบูรณ์

     หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร. 1161

      สำนักงานเลขานุการกรม ส่วนประชาสัมพันธ์ เลขที่ 90 ถนนพหลโยธิน 7 พญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0 2272 9529-30 โทรสาร 0 2617 3324 หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร 1161 (RD Intelligence Center)

         

Click Donate Support Web

468x60 16

BIT FUN728x90

yobit 560 60

8

468x60 bit

468x60 DOG

apm

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!