WORLD7

sme624x100 giftqm720

กรมสรรพากร กรมสรรพากร

อธิบดีกรมสรรพากร มอบนโยบายเน้นนำดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษีและบริการประชาชนพร้อมตั้งเป้าเป็นกรมสรรพากรดิจิทัลภายในปี 2563

Gเอกนต นตทณฑประภาศอธิบดีกรมสรรพากร มอบนโยบายเน้นนำดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษีและบริการประชาชนพร้อมตั้งเป้าเป็นกรมสรรพากรดิจิทัลภายในปี 2563

      ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เป็นประธานการประชุม/สัมมนาผู้บริหารกรมสรรพากรทั่วราชอาณาจักร กลางปีงบประมาณ พ.ศ.2561 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาคีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพมหานคร

      โอกาสนี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารกรมสรรพากรที่เข้าร่วมประชุม โดยได้ถ่ายทอดสดผ่านระบบ Telepresence ของกรมสรรพากรให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร กว่า 20,000 คน ทั่วประเทศรับฟังพร้อมกันด้วย

      อธิบดีกรมสรรพากร เน้นถึงความจำเป็นที่กรมสรรพากรต้องปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทัน กับการเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งกำลังอยู่ในยุคดิจิทัลและตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล โดยจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการทำงานของกรมสรรพากรทุกกระบวนการหรือที่เรียกว่า Digital Transformation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร ควบคู่ไปกับสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้เสียภาษีซึ่งรับบริการจากกรมสรรพากร อันจะทำให้กรมสรรพากรสามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นกรมสรรพากรดิจิทัล หรือ Digital RD ได้ภายในปี 2563 ได้แก่ การยื่นแบบแสดงรายการในระบบ Digital เช่น การนำระบบ e-filing มาใช้งาน เป็นการยื่นแบบแสดงรายการในระบบอิเล็กทรอนิกส์ และนำระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt จะสะดวกรวดเร็วในการดำเนินการออกใบกำกับภาษีหรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ และช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ในประเทศไทยตามนโยบายของรัฐบาล

       อธิบดีกรมสรรพากร ได้มีนโยบายที่จะนำการวิเคราะห์ข้อมูลหรือ Data Analytics มาใช้ในการบริหารการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรทุกด้าน อาทิ การประมาณการรายได้ การวิเคราะห์และติดตามผลการจัดเก็บภาษี การบริหารความเสี่ยง และการตรวจสอบภาษี เช่น การนำระบบคัดเลือกผู้เสียภาษีเพื่อกำกับ และตรวจสอบ (Risk Base Audit System) มาช่วยลดระยะเวลาในการตรวจสอบ นอกจากนี้ จะต้องส่งเสริม ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรทุกคนให้มีความรู้และทักษะทางดิจิทัล สำหรับการปฏิรูปภาษีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศนั้น อธิบดีกรมสรรพากรมุ่งเน้นการพัฒนากฎหมายและกระบวนการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยจะต้องทำให้การเสียภาษีมีความชัดเจน แน่นอนและสะดวก รวมทั้งก่อให้เกิดต้นทุนแก่ผู้เสียภาษีและกรมสรรพากรน้อยที่สุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ กรมสรรพากรต้องมีการสร้างความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำระหว่างประเทศ เช่น OECD เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลภาษีอากร

     อธิบดีกรมสรรพากร ยังได้เน้นย้ำให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรทุกคนต้องปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและยินดีให้บริการแก่ผู้เสียภาษีตามวิสัยทัศน์ของกรมสรรพากร ตลอดจนสานต่อการดำเนินงานตามนโยบายเดิม ที่มุ่งเน้นการแนะนำให้ผู้เสียภาษีทุกรายเสียภาษีอย่างถูกต้องครบถ้วน ตลอดจนการมีมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืนต่อไป

สรรพากร เตรียมเสนอครม.ขยายเวลาใช้ VAT 7% ออกไปอีก เพื่อหนุนเศรษฐกิจโต

      นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7% ต่อไปอีกจากเดิมจะหมดอายุลงในวันที่ 30 ก.ย. 2561 เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันภาพรวมเศรษฐกิจของไทยอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เป็นการฟื้นตัวอย่างร้อนแรงจนต้องใช้การปรับขึ้นภาษีเพื่อลดความร้อนแรงดังกล่าว

      "ยืนยันว่าข่าวที่มีการเผยแพร่กันตามโซเชียลมีเดียว่าจะมีการปรับขึ้นภาษีแวตในเดือน ต.ค. 2561 นั้นเป็นข่าวมั่วแน่นอน เพราะตามหลักการแล้ว ประเทศที่ไม่เจอวิกฤติเศรษฐกิจ หรือไม่ได้มีภาพรวมเศรษฐกิจที่มีการเติบโตอย่างร้อนแรงก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขึ้นอัตราภาษีในส่วนนี้ ตรงนี้เป็นไปตามทฤษฎีการคลัง ส่วนรายละเอียดทั้งหมดต้องรอให้ฝ่ายนโยบายเป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง" นายเอกนิติ กล่าว

          อินโฟเควสท์

อธิบดีกรมสรรพากร มอบนโยบายเน้นนำดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษีและบริการประชาชนพร้อมตั้งเป้าเป็นกรมสรรพากรดิจิทัลภายในปี 2563

Gเอกนตอธิบดีกรมสรรพากร มอบนโยบายเน้นนำดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษีและบริการประชาชนพร้อมตั้งเป้าเป็นกรมสรรพากรดิจิทัลภายในปี 2563

        ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เป็นประธานการประชุม/สัมมนาผู้บริหารกรมสรรพากรทั่วราชอาณาจักร กลางปีงบประมาณ พ.ศ.2561 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาคีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพมหานคร

       โอกาสนี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารกรมสรรพากรที่เข้าร่วมประชุม โดยได้ถ่ายทอดสดผ่านระบบ Telepresence ของกรมสรรพากรให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร กว่า 20,000 คน ทั่วประเทศรับฟังพร้อมกันด้วย

       อธิบดีกรมสรรพากร เน้นถึงความจำเป็นที่กรมสรรพากรต้องปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทัน กับการเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งกำลังอยู่ในยุคดิจิทัลและตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล โดยจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการทำงานของกรมสรรพากรทุกกระบวนการหรือที่เรียกว่า Digital Transformation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร ควบคู่ไปกับสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้เสียภาษีซึ่งรับบริการจากกรมสรรพากร อันจะทำให้กรมสรรพากรสามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นกรมสรรพากรดิจิทัล หรือ Digital RD ได้ภายในปี 2563 ได้แก่ การยื่นแบบแสดงรายการในระบบ Digital เช่น การนำระบบ e-filing มาใช้งาน เป็นการยื่นแบบแสดงรายการในระบบอิเล็กทรอนิกส์ และนำระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt จะสะดวกรวดเร็วในการดำเนินการออกใบกำกับภาษีหรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ และช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ในประเทศไทยตามนโยบายของรัฐบาล

        อธิบดีกรมสรรพากร ได้มีนโยบายที่จะนำการวิเคราะห์ข้อมูลหรือ Data Analytics มาใช้ในการบริหารการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรทุกด้าน อาทิ การประมาณการรายได้ การวิเคราะห์และติดตามผลการจัดเก็บภาษี การบริหารความเสี่ยง และการตรวจสอบภาษี เช่น การนำระบบคัดเลือกผู้เสียภาษีเพื่อกำกับ และตรวจสอบ (Risk Base Audit System) มาช่วยลดระยะเวลาในการตรวจสอบ นอกจากนี้ จะต้องส่งเสริม ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรทุกคนให้มีความรู้และทักษะทางดิจิทัล สำหรับการปฏิรูปภาษีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศนั้น อธิบดีกรมสรรพากรมุ่งเน้นการพัฒนากฎหมายและกระบวนการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยจะต้องทำให้การเสียภาษีมีความชัดเจน แน่นอนและสะดวก รวมทั้งก่อให้เกิดต้นทุนแก่ผู้เสียภาษีและกรมสรรพากรน้อยที่สุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ กรมสรรพากรต้องมีการสร้างความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำระหว่างประเทศ เช่น OECD เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลภาษีอากร

       อธิบดีกรมสรรพากร ยังได้เน้นย้ำให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรทุกคนต้องปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและยินดีให้บริการแก่ผู้เสียภาษีตามวิสัยทัศน์ของกรมสรรพากร ตลอดจนสานต่อการดำเนินงานตามนโยบายเดิม ที่มุ่งเน้นการแนะนำให้ผู้เสียภาษีทุกรายเสียภาษีอย่างถูกต้องครบถ้วน ตลอดจนการมีมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืนต่อไป

สรรพากร ตั้งเป้าเป็น Digital RD ภายในปี 63 ตามนโยบายรัฐบาล หวังเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี

     นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร มอบนโยบายแก่ผู้บริหารกรมสรรพากรหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยเน้นถึงความจำเป็นที่กรมสรรพากรต้องปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทัน กับการเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งกำลังอยู่ในยุคดิจิทัลและตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล โดยจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการทำงานของกรมสรรพากรทุกกระบวนการหรือที่เรียกว่า Digital Transformation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร ควบคู่ไปกับสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้เสียภาษีซึ่งรับบริการจากกรมสรรพากร อันจะทำให้กรมสรรพากรสามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นกรมสรรพากรดิจิทัล หรือ Digital RD ได้ภายในปี 2563 ได้แก่ การยื่นแบบแสดงรายการในระบบ Digital เช่น การนำระบบ e-filing มาใช้งาน เป็นการยื่นแบบแสดงรายการในระบบอิเล็กทรอนิกส์ และนำระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt จะสะดวกรวดเร็วในการดำเนินการออกใบกำกับภาษีหรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ และช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ในประเทศไทยตามนโยบายของรัฐบาล

    นอกจากนี้ มีนโยบายที่จะนำการวิเคราะห์ข้อมูลหรือ Data Analytics มาใช้ในการบริหารการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรทุกด้าน อาทิ การประมาณการรายได้ การวิเคราะห์และติดตามผลการจัดเก็บภาษี การบริหารความเสี่ยง และการตรวจสอบภาษี เช่น การนำระบบคัดเลือกผู้เสียภาษีเพื่อกำกับ และตรวจสอบ (Risk Base Audit System) มาช่วยลดระยะเวลาในการตรวจสอบ

       อีกทั้ง จะต้องส่งเสริมให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรทุกคนให้มีความรู้และทักษะทางดิจิทัล สำหรับการปฏิรูปภาษีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศนั้น อธิบดีกรมสรรพากรมุ่งเน้นการพัฒนากฎหมายและกระบวนการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยจะต้องทำให้การเสียภาษีมีความชัดเจน แน่นอนและสะดวก รวมทั้งก่อให้เกิดต้นทุนแก่ผู้เสียภาษีและกรมสรรพากรน้อยที่สุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ กรมสรรพากรต้องมีการสร้างความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำระหว่างประเทศ เช่น OECD เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลภาษีอากร

       สำหรับ ในปีงบประมาณ 2562 มีเป้าหมายในการจัดเก็บภาษี 2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณก่อนหน้า โดยเชื่อว่าจะเป็นไปได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากจะมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามารองรับการทำงานในทุกส่วน เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี

      ส่วนปีงบประมาณ 2561 กรมสรรพากรได้หารือกับกระทรวงการคลังโดยมีการกำหนดเป้าหมายการจัดเก็บภาษีอยู่ที่ 1.86 ล้านล้านบาท จากเป้าหมายที่กำหนดในเอกสารตามงบประมาณที่ 1.9 ล้านล้านบาท หรือต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีการปรับเป้าหมายการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

      นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ผู้บริหารกรมสรรพากรเร่งดำเนินการเก็บภาษีคงค้างที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 1 แสนล้านบาทให้เร็วขึ้น โดยให้วิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อให้เก็บภาษีคงค้างได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงให้เร่งประชาสัมพันธ์ผู้ประกอบการให้ทำบัญชีเดียว ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งทำให้การเก็บภาษีได้

       "จะมีการแก้กฎหมายซึ่งจะช่วยในการขยายฐานภาษีให้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาษี e-Commerce เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในระบบ สำหรับผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ โดยกระบวนการทำงานในทุกส่วนจะดึงเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริม ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าหมายพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลให้แล้วเสร็จ และในปีหน้าจะเร่งการเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ส่วนปี 2563 การเก็บภาษีของกรมสรรพากรจะเป็นระบบเอไอ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น" นายเอกนิติ กล่าว

            อินโฟเควสท์

สรรพากร ชงครม.ยืดแวต 7% หนุนเศรษฐกิจไทยโต เห็นชอบกรอบฐานะคลัง

G เอกนต นตทณฑประภาศสรรพากร ชงครม.ยืดแวต 7% หนุนเศรษฐกิจไทยโต เห็นชอบกรอบฐานะคลัง

     ไทยโพสต์ * "สรรพากร" ชงคลังขยายเวลาลดภาษีแวตต่ออีก 1-2 ปี ชี้เพื่อช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย รัฐบาลยืนยันไม่ปรับเพิ่มแวต แน่นอน ครม.เห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง

     นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการเสนอให้กระทรวงการคลังขยายเวลาการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 10% เหลือ 7% ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 30 ก.ย.2561 ออกไปอีก 1-2 ปี เมื่อกระทรวงการคลังสรุปได้แล้วก็จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับประชาชนและนักลงทุน

         นอกจากนี้ การขยายเวลาการลดแวตออกไปอีก จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจที่มีอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้เกิดการสะดุด และที่ผ่านมาไทยก็ขยายเวลาการลดแวตมาตลอดตั้งแต่ปี 2535 ที่เริ่มเก็บภาษีแวต ซึ่งในกฎหมายประมวลรัษฎากรให้เก็บในอัตรา 10% แต่ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาประกาศลดอัตราภาษีแวตให้เหลือ 7% มาโดยตลอด

        "กรมสรรพากรและกระ ทรวงการคลังไม่มีแนวคิดจะปรับเพิ่มแวตในตอนนี้ เพราะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่อเนื่องไม่ได้มีความร้อนแรงเกินไป หรือมีปัญหาการเก็บรายได้จนต้องขึ้นภาษีแวต" นายเอกนิติกล่าว

        ด้าน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 9-10% นับเป็นข่าวที่ออกมาวนเวียนเป็นประจำทุกปีที่การขยายเวลาใกล้ครบกำหนด ขณะที่กรมสรรพากรได้ชี้แจงในที่ประชุม ครม.ยังยืนยันคงภาษีมูลค่าเพิ่มปัจจุบันยังดูแลเศรษฐกิจได้ นายกรัฐมนตรีจึง สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องเร่งชี้แจงข้อมูลในส่วนที่รับผิดชอบ เพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชน เช่น ปัญหาราคาพลังงานเพิ่มขึ้น รัฐบาลดูแลราคาน้ำมันดีเซลและราคาเบน ซินหลายชนิดไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ผ่านกองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงประมาณ 30,000 ล้านบาท ยังเพียงพอดูแลผลกระทบในช่วงนี้ได้ โดยเฉพาะราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนขนาดถัง 15 กิโลกรัม รัฐบาลอุดหนุน 50 บาท จึงทำให้ราคาปัจจุบันไม่เกิน 363 บาทต่อถัง

       พร้อมกันนี้ นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2562-2564 และกรอบการบริหารหนี้สาธารณะตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 หลังจาก พ.ร.บ.วินัยทางการเงินการคลังมีผลบังคับใช้ รัฐบาลจึงได้จัดทำแผนงานล่วงหน้า 3 ปี เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ หลังจากระยะสั้นเน้นฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เติบโตจากการขาดดุลงบประ มาณ สำหรับคลังระยะปานกลาง ตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจไทยปี 2561 ขยายตัว 4.2-4.7% ในปี 2562 ขยายตัว 3.9-4.9 ในปี 2563-2564 ขยายตัว 3.5-4.5% ขณะที่หนี้สาธารณะของรัฐบาลต่อจีดีพีในปีงบประมาณ 2561 กำหนดกรอบความยั่งยืนให้อยู่ 42.6% จากนั้นปีงบประมาณ 2564 อยู่ที่ 47.3% โดยยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยทางการคลังที่ไม่เกิน 60% ต่อจีดีพี.

โฆษกฯ ยันรัฐบาลยังไม่มีแนวคิดปรับขึ้นภาษี VAT ยังคงไว้ที่ 7% ตามเดิม

      พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีมีการแชร์ข้อความและภาพระบุ "ประยุทธ์ขอประชาชนจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 8% ถ้าไม่ขึ้นประเทศจะล้มละลาย" ในขณะนี้นั้น ข้อความและภาพดังกล่าวเป็นเรื่องเก่าเมื่อเดือน มี.ค. 60 ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่ได้เป็นเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการตีความที่คลาดเคลื่อน พร้อมทั้งยืนยันด้วยว่าไม่มีนโยบายปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่อย่างใด

      นอกจากนี้ ยังมีประเด็นข้อกังวลว่า รัฐบาลจะปรับขึ้นภาษี VAT 9% (รวมภาษีท้องถิ่นอีก 1% อัตรารวมคือ 10%) ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.61 ตามที่ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ต.ค.60 นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า "ขณะนี้ยังไม่มีแนวคิดที่จะปรับขึ้นภาษี VAT ตามที่ระบุไว้กฎหมาย โดยยังคงไว้ที่อัตรา 7% เพราะไม่อยากผลักภาระให้ประชาชนเดือดร้อน จึงไม่อยากให้สังคมตื่นตระหนกและหลงเชื่อ หรือนำไปวิพากษ์วิจารณ์จนเกิดความสับสน"

      โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โดยหลักการแล้วรัฐบาลจะต้องขึ้นภาษี VAT อีก 3% เป็น 10% เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติประมวลรัษฎากร แต่รัฐบาลได้ออกกฎหมายลดอัตราภาษี VAT โดยให้จัดเก็บจริงที่ 7% ซึ่งเป็นอัตราคงที่ต่อเนื่องกันมาทุกปี

       ส่วนกรณีสื่อเผยแพร่ข่าวเพจเฟซบุ๊ก "ขอล้าน Like สนับสนุนให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายก" ทำโพลสอบถามประชาชนในโอกาสครบรอบ 4 ปีว่ายังสนับสนุนนายกรัฐมนตรีให้บริหารบ้านเมืองต่อหรือไม่ โดย 1 วันมีผู้ตอบคำถาม 500,000 คน แบ่งเป็นผู้ที่สนับสนุน 11% และไม่สนับสนุน 89% นั้น นายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว และไม่รู้สึกหวั่นไหวต่อข้อมูลดังกล่าว เพราะที่ผ่านมามีผลโพลออกมาจากหลายสำนักหลายประเภท ซึ่งมีทั้งที่สนับสนุนและไม่สนับสนุน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่า "จะทำหน้าที่ทุกอย่างให้ที่ดีสุด จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง จากนั้นประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง"

     อินโฟเควสท์

กรมสรรพากร เตือนผู้เสียภาษี ใกล้สิ้นสุดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี

RDแพตรเซย มงคลวนชกรมสรรพากร เตือนผู้เสียภาษี ใกล้สิ้นสุดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี

     นางแพตริเซีย มงคลวนิช รองอธิบดีกรมสรรพากร รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้ใกล้สิ้นสุดระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีตามแบบ ภ.ง.ด.50 ภ.ง.ด.52 หรือ ภ.ง.ด.55 สำหรับ บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มูลนิธิ สมาคม หรือนิติบุคคลอื่น ที่มีรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 แล้ว จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสียภาษีรีบดำเนินการยื่นแบบฯ ผ่านช่องทางที่สะดวกภายในกำหนดเวลา กล่าวคือ ผู้ประสงค์จะยื่นแบบฯ ด้วยกระดาษต้องยื่นแบบฯ พร้อมงบการเงิน ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ของนิติบุคคลตั้งอยู่ ภายในวันพุธที่ 30 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา สำหรับการยื่นแบบฯ ทางอินเทอร์เน็ต สามารถยื่นได้จนถึงวันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน 2561

       ในปีนี้ กรมสรรพากรได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลงบการเงินกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลผ่านอินเทอร์เน็ตโดยหากท่านได้ยื่นงบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ DBD e-Filing ผ่านเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว

ไม่จำเป็นต้องยื่นงบการเงินต่อกรมสรรพากรอีก

       อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ประกอบการที่เป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่ไม่ต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและรับรองงบการเงิน แต่ประสงค์จะใช้งบการเงินผ่าน DBD e-filing ที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าสามารถดำเนินการได้ 2 แนวทาง ดังนี้

       1. หากได้ยื่นงบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีรายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว สามารถใช้งบการเงินดังกล่าวได้โดยไม่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม

      2. หากได้ยื่นงบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไม่มีรายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชีของผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะต้องส่งรายงานการตรวจสอบและรับรองบัญชีเพิ่มเติมผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ในเมนู งบการเงินจึงจะถือว่าการยื่นงบการเงินแก่กรมสรรพากรสมบูรณ์

     หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร. 1161

      สำนักงานเลขานุการกรม ส่วนประชาสัมพันธ์ เลขที่ 90 ถนนพหลโยธิน 7 พญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0 2272 9529-30 โทรสาร 0 2617 3324 หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร 1161 (RD Intelligence Center)

         

Click Donate Support Web

468x60 16

BIT FUN728x90

yobit 560 60

8

468x60 bit

468x60 DOG

กรมสรรพากรให้บริการรับแบบฯ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 นอกเวลาราชการและในวันหยุดราชการ

Cสรรพากรกรมสรรพากรให้บริการรับแบบฯ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 นอกเวลาราชการและในวันหยุดราชการ

   กรมสรรพากรอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษีในเขตกรุงเทพมหานคร ที่ประสงค์จะยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 ประจำปีภาษี 2560 โดยได้ขยายเวลาให้บริการรับแบบแสดงรายการฯ และรับชำระภาษี ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาทุกแห่งเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครนอกเวลาราชการและในวันหยุดราชการ เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 - 31 มีนาคม 2561 วันจันทร์ถึงวันศุกร์ให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30 - 19.00 น. ไม่หยุดพักเที่ยง และในวันเสาร์ที่ 17 , 24 และ 31 มีนาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 08.30 - 16.30 น. ส่วนผู้เสียภาษีที่ยื่นแบบแสดงรายการฯ ทางอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th หรือยื่นผ่าน Rd smart tax application ทางโทรศัพท์มือถือ จะได้รับสิทธิขยายเวลาการยื่นแบบ แสดงรายการฯ และชำระภาษีออกไปจนถึงวันที่ 9 เมษายน 2561

      สำหรับ ผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร. 1161 และหากพบเห็นการกระทำใดๆ ที่เป็นการหลีกเลี่ยงภาษี ขอให้แจ้งเบาะแสหรือข้อมูลต่างๆ ที่www.rd.go.th > เมนู “การแจ้งแหล่งภาษี”เพื่อที่กรมสรรพากรจะได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

apm

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!