WORLD7

sme624x100 giftqm720

คลัง เผยหนี้สาธารณะคงค้างสิ้นเดือน พ.ย. อยู่ที่ 41.67% ของ GDP

Gธรชย อตนวานชคลัง เผยหนี้สาธารณะคงค้างสิ้นเดือน พ.ย. อยู่ที่ 41.67% ของ GDP

     นายธีรัชย์ อัตนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ รายงานหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 มีจำนวน 6,325,468.69 ล้านบาท หรือคิดเป็น 41.67% ของ GDP แบ่งเป็น หนี้รัฐบาล 4,959,326.12 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจ 956,649.10 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) 397,798.36 ล้านบาท และหนี้หน่วยงานของรัฐ 11,695.11 ล้านบาท โดยหนี้สาธารณะคงค้างสุทธิเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 18,644.26 ล้านบาท

      โดยหนี้รัฐบาล จำนวน 4,959,326.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสุทธิ 27,033.79 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของหนี้รัฐบาล ดังนี้

    การกู้เงินตามแผนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 และพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2560 รวมถึงเพื่อการบริหารหนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้น 27,530.07 ล้านบาท

     การกู้เงินเพื่อการลงทุนจากแหล่งเงินกู้ในประเทศเพิ่มขึ้นสุทธิ 1,583.33 ล้านบาท แบ่งเป็น การกู้ให้กู้ต่อแก่ (1) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยเบิกจ่ายเงินกู้จำนวน 1,318.68 ล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวจำนวน 551.12 ล้านบาท สายสีม่วงจำนวน 392.09 ล้านบาท และสายสีน้ำเงินจำนวน 374.79 ล้านบาท รวมถึงโครงการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางบริเวณสถานีสะพานพระนั่งเกล้า และโครงการปรับปรุงรูปแบบอาคารจอดแล้วจร แยกนนทบุรี 1 ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงจำนวน 0.68 ล้านบาท (2) การรถไฟแห่งประเทศไทยเบิกจ่ายเงินกู้จำนวน 924.65 ล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น จำนวน 539.80 ล้านบาท โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย จำนวน 293.53 ล้านบาท และโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต จำนวน 91.32 ล้านบาท และ (3) การชำระคืนต้นเงินกู้ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยจำนวน 660 ล้านบาท

     การกู้เงินบาททดแทนการกู้เงินตราต่างประเทศ เพิ่มขึ้น 600 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและระบบขนส่งทางถนนระยะเร่งด่วน

     ส่วนการชำระหนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่สอง พ.ศ. 2545 (FIDF 3) จำนวน 3,161.01 ล้านบาท โดยใช้เงินจากบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ

     ขณะที่หนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นสุทธิ 481.40 ล้านบาท เนื่องจากการเบิกจ่ายเงินกู้สกุลเงินเยน และการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน โดยเป็นหนี้รัฐวิสาหกิจ จำนวน 956,649.10 ล้านบาท ลดลงสุทธิ 5,732.91 ล้านบาท โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดจากหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน ลดลง 1,315.44 ล้านบาท โดยรายการที่สำคัญเกิดจากหนี้ที่ลดลงของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และการยางแห่งประเทศไทย ส่วนหนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน ลดลง 4,417.47 ล้านบาท โดยรายการที่สำคัญเกิดจากหนี้ที่ลดลงของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

     หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) จำนวน 397,798.36 ล้านบาท ลดลงสุทธิ 1,715.04 ล้านบาท โดยรายการที่สำคัญเกิดจากการชำระคืนต้นเงินกู้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

     หนี้หน่วยงานของรัฐจำนวน 11,695.11 ล้านบาท ลดลงสุทธิ 941.58 ล้านบาท โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เนื่องจากการชำระคืนต้นเงินกู้ของสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย และการเบิกจ่ายเงินกู้สุทธิของสำนักงานธนานุเคราะห์

       โดยหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2560 จำนวน 6,325,468.69 ล้านบาท แบ่งออกเป็น หนี้ในประเทศ 6,028,450.95 ล้านบาท หรือ 95.30% และหนี้ต่างประเทศ 297,017.74 ล้านบาท (ประมาณ 9,024.38 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือ 4.70% ของหนี้สาธารณะคงค้างทั้งหมด และหนี้สาธารณะคงค้างแบ่งตามอายุคงเหลือ สามารถแบ่งออกเป็นหนี้ระยะยาว 5,705,323.37 ล้านบาท หรือ 90.20% และหนี้ระยะสั้น 620,145.32 ล้านบาท หรือ 9.80% ของหนี้สาธารณะคงค้างทั้งหมด

                    อินโฟเควสท์

apm

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!