WORLD7

smed PIONEER 720x100ใจฟู720x100pxgpf 720x100 66

BOIบงกช อนโรจนประธานบริษัทชั้นนำจีนเยือนไทย บีโอไอดึงลงทุนอุตฯ เป้าหมายในอีอีซี

    บีโอไอ เตรียมต้อนรับคณะประธานและผู้บริหารระดับสูงบริษัทชั้นนำจากจีน จากกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุปกรณ์การแพทย์ ยา ไบโอเทคโนโลยี เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ ในโอกาสเดินทางมาศึกษาลู่ทางการลงทุนในไทย บีโอไอชูศักยภาพไทยพร้อมรองรับการลงทุนเทคโนโลยี และนวัตกรรม

       นางสาวบงกช อนุโรจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 บีโอไอจะพบหารือร่วมกับนาย เกา หยุน หลง (Mr. Gao Yun Long) รองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประเทศจีน และในฐานะประธานสมาพันธ์สภาอุตสาหกรรมและการพาณิชย์แห่งประเทศจีน (All-China Federation of Industry and Commerce) หรือ ACFIC ในโอกาสนำคณะนักลงทุนที่เป็นประธานบริษัทและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำ ซึ่งเป็นสมาชิกของ ACFIC เดินทางมาศึกษาโอกาสและลู่ทางการลงทุนในประเทศไทย โดยนักลงทุนกลุ่มนี้ประกอบธุรกิจทั้งในจีนและในต่างประเทศ อาทิ ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยา ไบโอเทคโนโลยี เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ ธุรกิจการบิน ยางรถยนต์ การศึกษา และพลังงานทดแทน เป็นต้น

     โอกาสนี้ บีโอไอจะจัดให้มีการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนในปัจจุบัน ซึ่งมุ่งเน้นส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสนับสนุนการวิจัยพัฒนา การสร้างนวัตกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยรัฐบาลได้สร้างบรรยากาศ และสภาพแวดล้อม เพื่อให้เกิดโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ การจัดให้มีเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 10 จังหวัดชายแดน เพื่อเชื่อมโยงการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี

      นางสาวบงกช กล่าวว่า ปัจจุบันบีโอไอมีมาตรการใหม่ๆ อาทิ มาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพื้นที่อีอีซี ซึ่งเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากขึ้น และมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งสนับสนุนการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบอัตโนมัติและระบบดิจิทัล สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้กับนักลงทุนจีนที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และกำลังตัดสินใจเลือกแหล่งลงทุนให้เลือกตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย

     นอกจากนี้ บทบาทของบีโอไอ ยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อาทิ การนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ในการขอรับการส่งเสริมการลงทุนและระบบเชื่อมโยงข้อมูลแบบบูรณาการของภาครัฐ (Single window) สำหรับวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน และการออกสมาร์ทวีซ่า เป็นต้น

      "นักลงทุนจีนที่เดินทางมาครั้งนี้ ทั้งหมดเป็นผู้บริหารระดับสูง และประธานบริษัท ซึ่งมีบางรายที่เข้ามาตั้งธุรกิจด้านการค้าในประเทศไทยแล้ว และต้องการที่จะรับฟังนโยบายส่งเสริมการลงทุนโดยตรงเพื่อพิจารณาขยายการลงทุนเพิ่มเติมในไทย ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีว่านักลงทุนระดับผู้บริหารสนใจการลงทุนในประเทศไทย โดยภายหลังการหารือร่วมกับบีโอไอแล้ว คณะนักลงทุนจีนกลุ่มนี้ยังจะเดินทางไปพื้นที่อีอีซีอีกด้วย" นางสาวบงกช กล่าว

     สำหรับสมาพันธ์สภาอุตสาหกรรมและการพาณิชย์แห่งประเทศจีน หรือ ACFIC เป็นหน่วยงานที่ดำเนินงานภายใต้การดูแลของรัฐบาลจีน เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจ โดยมีส่วนอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนตลอดจนการขยายธุรกิจไปต่างประเทศของเอกชน ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 2,000,000 ราย

ประธานบริษัทชั้นนำจีนเยือนไทย บีโอไอดึงลงทุนอุตฯ เป้าหมายในอีอีซี
บีโอไอ เตรียมต้อนรับคณะประธานและผู้บริหารระดับสูงบริษัทชั้นนำจากจีน จากกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุปกรณ์การแพทย์ ยา ไบโอเทคโนโลยี เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ ในโอกาสเดินทางมาศึกษาลู่ทางการลงทุนในไทย บีโอไอชูศักยภาพไทยพร้อมรองรับการลงทุนเทคโนโลยี และนวัตกรรม
นางสาวบงกช อนุโรจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 บีโอไอจะพบหารือร่วมกับนาย เกา หยุน หลง (Mr. Gao Yun Long) รองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประเทศจีน และในฐานะประธานสมาพันธ์สภาอุตสาหกรรมและการพาณิชย์แห่งประเทศจีน (All-China Federation of Industry and Commerce) หรือ ACFIC ในโอกาสนำคณะนักลงทุนที่เป็นประธานบริษัทและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำ ซึ่งเป็นสมาชิกของ ACFIC เดินทางมาศึกษาโอกาสและลู่ทางการลงทุนในประเทศไทย โดยนักลงทุนกลุ่มนี้ประกอบธุรกิจทั้งในจีนและในต่างประเทศ อาทิ ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยา ไบโอเทคโนโลยี เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ ธุรกิจการบิน ยางรถยนต์ การศึกษา และพลังงานทดแทน เป็นต้น
โอกาสนี้ บีโอไอจะจัดให้มีการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนในปัจจุบัน ซึ่งมุ่งเน้นส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสนับสนุนการวิจัยพัฒนา การสร้างนวัตกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยรัฐบาลได้สร้างบรรยากาศ และสภาพแวดล้อม เพื่อให้เกิดโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ การจัดให้มีเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 10 จังหวัดชายแดน เพื่อเชื่อมโยงการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี
นางสาวบงกช กล่าวว่า ปัจจุบันบีโอไอมีมาตรการใหม่ๆ อาทิ มาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพื้นที่อีอีซี ซึ่งเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากขึ้น และมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งสนับสนุนการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบอัตโนมัติและระบบดิจิทัล สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้กับนักลงทุนจีนที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และกำลังตัดสินใจเลือกแหล่งลงทุนให้เลือกตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย
นอกจากนี้ บทบาทของบีโอไอ ยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อาทิ การนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ในการขอรับการส่งเสริมการลงทุนและระบบเชื่อมโยงข้อมูลแบบบูรณาการของภาครัฐ (Single window) สำหรับวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน และการออกสมาร์ทวีซ่า เป็นต้น
"นักลงทุนจีนที่เดินทางมาครั้งนี้ ทั้งหมดเป็นผู้บริหารระดับสูง และประธานบริษัท ซึ่งมีบางรายที่เข้ามาตั้งธุรกิจด้านการค้าในประเทศไทยแล้ว และต้องการที่จะรับฟังนโยบายส่งเสริมการลงทุนโดยตรงเพื่อพิจารณาขยายการลงทุนเพิ่มเติมในไทย ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีว่านักลงทุนระดับผู้บริหารสนใจการลงทุนในประเทศไทย โดยภายหลังการหารือร่วมกับบีโอไอแล้ว คณะนักลงทุนจีนกลุ่มนี้ยังจะเดินทางไปพื้นที่อีอีซีอีกด้วย" นางสาวบงกช กล่าว
สำหรับสมาพันธ์สภาอุตสาหกรรมและการพาณิชย์แห่งประเทศจีน หรือ ACFIC เป็นหน่วยงานที่ดำเนินงานภายใต้การดูแลของรัฐบาลจีน เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจ โดยมีส่วนอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนตลอดจนการขยายธุรกิจไปต่างประเทศของเอกชน ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 2,000,000 ราย
JLL แนะแนวทางป้องกันการปล่อยเช่าคอนโดชั่วคราวผิดกฎหมาย
การปล่อยเช่าคอนโดมิเนียมชั่วคราวกลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งเมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากที่ศาลจังหวัดหัวหินมีคำพิพากษาให้เจ้าของห้องชุดในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งที่ปล่อยเช่ารายวันและรายสัปดาห์ มีความผิดตาม พ.ร.บ. โรงแรม คำถามที่เกิดตามมาคือ เหตุใดการปล่อยเช่าคอนโดระยะสั้นจึงต้องเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย บริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอลแสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ พร้อมแนะแนวปฏิบัติสำหรับนิติบุคคลอาคารชุด
ตามพ.ร.บ. โรงแรม พ.ศ. 2547'โรงแรม'หมายถึงสถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดโดยมีค่าตอบแทน โดยผู้ที่จะสามารถประกอบธุรกิจโรงแรมได้ ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม และดังนั้น โดยความหมายนี้ ผู้ที่นำคอนโดพักอาศัยมาปล่อยเช่าชั่วคราวเช่นเดียวกับโรงแรม โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมจึงถือเป็นผู้ที่กระทำความผิดทางกฎหมาย
นอกจากนี้ กฎหมายยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ เกี่ยวกับคุณลักษณะของสถานที่ที่จะให้บริการเป็นโรงแรมได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้ง ขนาด ลักษณะ และสิ่งอำนวยความสะดวก หรือมาตรฐานการประกอบธุรกิจของโรงแรม ในขณะที่คอนโดมิเนียมพักอาศัยหลายๆ อาคารอาจมีคุณสมบัติไม่ครบตามหลักเกณฑ์ทั้งหมด
นายเด็กซ์เตอร์ นอร์วิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการบริหารอาคาร เจแอลแอล กล่าวว่า “กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้มีผลบังคับใช้มานานแล้ว แต่การลงโทษผู้กระทำผิดไม่ได้รับการรายงานต่อสาธารณะมากนัก จนกระทั่งมีกรณีของคำสั่งศาลตัดสินเกี่ยวกับการปล่อยเช่าคอนโดชั่วคราวที่หัวหินดังกล่าว ซึ่งทำให้เจ้าของและนิติบุคคลอาคารชุดคอนโดมิเนียม มีความตื่นตัวมากขึ้นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง”
เพื่อเป็นการเตือนไม่ให้เจ้าของร่วมนำคอนโดมิเนียมของตนออกมาปล่อยเช่าชั่วคราวซึ่งเป็นการกระทำความผิดในทางกฎหมาย คณะกรรมการและผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดของคอนโดมิเนียมหลายอาคาร ได้มีการนำมาตรการต่างๆ มาใช้ นับตั้งแต่การติดป้ายประชาสัมพันธ์แจ้งให้เจ้าของรวมในอาคารได้รับทราบถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การออกจดหมายเตือนไปยังเจ้าของร่วมที่มีการปล่อยเช่าคอนโดชั่วคราว ไปจนถึงการติดป้ายประกาศ ‘This is not a hotel’ (ที่นี่ไม่ใช่โรงแรม) ไว้ที่บริเวณล็อบบี้หรือรีเซ็ปต์ชั่น นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาทบทวนกฎระเบียบต่างๆ ของอาคารชุดให้ครอบคลุมรายละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับการปล่อยเช่าห้องชุด
สำหรับ กรณีที่อาคารชุดพักอาศัยที่จะปล่อยเช่าชั่วคราวได้  จะต้องมีการขอใบอนุญาตประกอบการโรงแรม ซึ่งในเรื่องนี้ นายเด็กซ์เตอร์กล่าวว่า “การขอใบอนุญาตประกอบการโรงแรมให้อาคารคอนโดมิเนียมเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมักมีความเป็นไปได้ยาก เนื่องจากอาคารชุดพักอาศัยส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบก่อสร้างมาให้มีคุณลักษณะตรงตามหลักเกณฑ์ข้อกำหนดการใช้อาคารเป็นโรงแรมตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ ยังมีความซับซ้อนในเรื่องความเห็นชอบของเจ้าของร่วมซึ่งอาจไม่ทั้งหมดที่ยินดีต้อนรับผู้เช่าชั่วคราวให้เข้ามาร่วมใช้พื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง ตลอดไปจนถึงความยุ่งยากเกี่ยวกับข้อกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก อาทิ พ.ร.บ.คนเข้าเมืองที่กำหนดให้เจ้าของที่พักต้องแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ทำการตรวจคนเข้าเมืองในท้องที่ภายใน 24 ชั่วโมง กรณีมีบุคคลต่างด้าวเข้าพักอาศัยในเคหสถาน แต่ยังคงมีข้อสงสัยในทางปฏิบัติว่า ผู้ให้เช่าจะแจ้งหรือไม่ หากไม่แจ้ง ทางการจะตรวจสอบได้อย่างไร”
“อย่างไรก็ดี ต้องเข้าใจว่า คณะกรรมการหรือผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ไม่มีอำนาจโดยตรงในการดำเนินการทางกฎหมายกับเจ้าของร่วมที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการปล่อยเช่าห้องชั่วคราวได้ ดังนั้น จึงควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาทางกฎหมายเกี่ยวกับมาตรการป้องกันอื่นๆ รวมถึงการดำเนินการที่เหมาะสมในกรณีพบเจ้าของคอนโดมีการกระทำความผิด” นายเด็กซ์เตอร์กล่าว
ดาวน์โหลดรูปคุณเด็กซ์เตอร์  http://www.jll.co.th/thailand/PublishingImages/People/Dexter%20Norville%20JLL.jpg
เกี่ยวกับเจแอลแอล
  เจแอลแอลเป็นบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของโลก มีสำนักงานสาขา 300 แห่งทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย เจแอลแอลเริ่มดำเนินธุรกิจมานับตั้งแต่ปี 2533 ปัจจุบันเป็นบริษัทระหว่างประเทศรายใหญ่ที่สุดในธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ด้วยพนักงานมากกว่า 1,600 คน และมีอสังหาริมทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการคิดเป็นพื้นที่รวมทั้งสิ้นกว่า 5 ล้านตารางเมตร นอกจากนี้ เจแอลแอลยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์โดยภาพรวมอันดับหนึ่งของประเทศไทยติดต่อกันเจ็ดปีซ้อน ในการสำรวจความคิดเห็นของคนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ประจำปี 2560 โดยนิตยสารยูโรมันนี (Euromoney Real Estate Survey 2017)
บตท. ขยายช่องทางชำระค่างวดบ้าน จับมือ ธ.ออมสิน ผ่านเครือข่ายสาขาและออนไลน์ทั่วประเทศ เดินหน้าตามพันธกิจ มุ่งสู่แนวทาง แปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ : Securitization
บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ("บตท." หรือ "SMC") รัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงการคลังเดินหน้าขยายช่องทางการบริการรับชำระค่างวดบ้านให้กับลูกค้าของ บตท. ที่รับโอนหนี้มาจากธนาคาร หรือ สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อในตลาดแรก เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย รวดเร็ว ประหยัดเวลามากยิ่งขึ้น โดยลูกค้า บตท. สามารถเลือกชำระเงินได้ที่สาขาธนาคารออมสินทั่วประเทศ หรือผ่านทาง Internet Banking ด้วยตนเองได้แล้ววันนี้
นางวสุกานต์ วิศาลสวัสดิ์ กรรมการและผู้จัดการ บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) เปิดเผยว่า "ปัจจุบันลูกค้าของ บตท. ส่วนมากชำระค่างวดบ้านโดยผ่านการหักบัญชีเงินฝาก และที่เหลือจะเป็นการชำระผ่านจุดรับบริการต่างๆ ที่เป็นพันธมิตรรับชำระค่างวดของ บตท. เช่น ธนาคารต่างๆ Counter Service ที่ทำการไปรษณีย์ Pay at Post ทั่วประเทศ และช่องทางพันธมิตรล่าสุดก็คือ "ธนาคารออมสิน" โดยลูกค้า บตท. ที่มีบัญชีธนาคารออมสินอยู่แล้ว สามารถใช้บริการ Internet Banking ชำระด้วยตนเองได้เลย โดยไม่มีค่าธรรมเนียมในการใช้บริการ หรือหากลูกค้าสะดวกที่จะเดินทางไปชำระด้วยตนเอง ที่สาขาของธนาคารออมสินก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยจะมีค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 10 บาท ต่อรายการ ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ จะสามารถชำระค่างวดผ่านแอพพลิเคชั่น "MyMo By GSB" ได้อีกด้วย"
นางวสุกานต์ กล่าวเสริมว่า "บตท. เราไม่มีสาขาย่อยเหมือนธนาคาร จึงต้องทำงานร่วมกับตัวกลางในการให้บริการรับชำระค่างวดจากลูกค้า เนื่องจาก บตท. เป็นตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย มีหน้าที่รับซื้อ "หนี้ดี" จากธนาคาร หรือสถาบันการเงิน แล้วนำไป ผ่านกระบวนการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) ระดมเงินในตลาดทุน เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเงินในระบบสินเชื่อบ้านและพัฒนาตลาดทุน รวมถึงการทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการจัดหาเงินทุนให้กับภาครัฐและเอกชนเพื่อขยายสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนรวมถึงประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเป็นการสร้างตลาดอัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะยาว เพื่อให้เหมาะสมกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยระยะยาวซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากธุรกรรมหลักแล้ว บตท. ต้องคำนึงถึงเรื่องการบริการลูกค้าที่จะมาอยู่กับ บตท. เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวก มีความพอใจ และมีความสุขตลอดระยะเวลาที่อยู่กับ บตท. ด้วย"
การเปิดช่องทางการรับชำระค่างวดกับธนาคารออมสิน จะทำให้ลูกค้าได้เข้าถึงการบริการที่ บตท. มีความตั้งใจที่จะพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไป สำหรับความร่วมมือนี้ นอกจากเป็นการตอบรับนโยบายสังคมไร้เงินสดและนโยบายเศรษฐกิจ Thailand 4.0 ของภาครัฐ และสนับสนุนนโยบายกระทรวงการคลังเพื่อส่งเสริมให้เกิด Synergy หรือความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินเฉพาะกิจอย่างเป็นรูปธรรม การจับมือกันของธนาคารออมสินกับ บตท. เพื่อขยายช่องทางการรับชำระค่างวดบ้านครั้งนี้ เกิดจาก บตท. เล็งเห็นว่า ธนาคารออมสินเป็นธนาคารใหญ่ในกลุ่มสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และสังกัดกระทรวงการคลังเช่นเดียวกับ บตท. มีความสามารถรองรับการบริการลูกค้าที่ใช้บริการ เป็นการใช้ทรัพยากรภาครัฐร่วมกันเพื่อให้บริการลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น ทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนโดยตรง และที่สำคัญเป็นการอำนวยความสะดวกกับลูกค้า บตท. ให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น
ลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ บตท. โทร. 0-2018-3636 หรือ กดเพิ่มเพื่อนทาง LINE ที่ @smc.or.th
‘ลลิล พร็อพเพอร์ตี้’ แข็งแกร่งเหนืออุตสาหกรรม
ปักหมุดลุยโครงการใหม่ 8-10 ทำเล มูลค่า 5,000 ล้านบาท
บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) เดินหน้าผุดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าปีนี้ลุย 8-10 โครงการ มูลค่ารวม 4,500-5,000 ล้านบาท ผลักดันผลประกอบการขยายตัวตามเป้า 15% แตะ 4,000 ล้านบาท เผยไตรมาสแรกของปี 2561 รับรู้รายได้แล้ว 962.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 45% ตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการขยายตัวได้ดีในระดับที่สูงกว่า 30% อย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ในแง่ของกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นราว 60% หรืออยู่ที่ระดับ 182.2 ล้านบาท
นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้คอนเซ็ปท์ “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกของปี 2561 บริษัทฯ มียอดรับรู้รายได้ที่ 962.1 ล้านบาท เติบโตได้ราว 45% นับเป็นการขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องจากที่บริษัทสามารถเติบโตในระดับสูงกว่า 30% ตลอดช่วง 2 ปี ขณะที่มีกำไรสุทธิทั้งสิน 182.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากบริษัทฯ ยังคงความสามารถในการบริหารและจัดการต้นทุนต่างๆ ได้ดี โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 39.9% นับเป็นอัตราที่สูงเป็นลำดับต้นๆ ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดฯ และในส่วนของต้นทุนการขายและบริหาร บริษัทฯ ยังคงสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน
สำหรับ โครงสร้างเงินทุน แม้ว่าบริษัทฯ จะมีการขยายธุรกิจอย่างมากในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา แต่บริษัทฯ ยังคงรักษาระดับ Gearing ได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด โดย ณ สิ้นไตรมาสแรก บริษัทฯ มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.82 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.3 - 1.4 เท่า สะท้อนความแข็งแกร่งทางด้านการเงินของบริษัท และความพร้อมในการขยายธุรกิจของทางบริษัทได้เป็นอย่างดี
          นายไชยยันต์ กล่าวว่า ในปีนี้ บริษัทฯ ยังคงแผนการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเปิดขายโครงการใหม่ บนทำเลศักยภาพกว่า 8-10 โครงการ มูลค่าโดยประมาณ 4,500-5,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามแผนที่กำหนดไว้ เพราะในช่วงช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดโครงการใหม่ไปทั้งสิ้น 2 โครงการ มูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท โดยมียอดขายใหม่ที่รอรับรู้รายได้กว่า 1,500 ล้านบาท ขณะที่ในไตรมาสสองมีแผนที่จะเปิดอีก 1 - 2 โครงการ มูลค่าประมาณ 1,200 ล้านบาท สำหรับเป้าหมายการรับรู้รายได้ในปี 2561 มั่นใจจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้โดยเติบโต 15% หรือแตะ 4,000 ล้านบาทเช่นเดียวกัน  
EVER เปิดโครงการบ้านเดี่ยว'มายโฮมอเวนิว'ภายใต้คอนเซ็ปต์ พบความสุข 360 องศา ครบทุกความปรารถนาของชีวิตเมือง ฟังก์ชั่นครบ เพียง 61 หลัง ราคา  3 ล้าน กว่าบาท
EVER เปิดตัวตัวโครงการแนวราบแรก'มายโฮมอเวนิว' บ้านเดี่ยวสไตล์ MODERN CHIC มูลค่ากว่า 250 ล้านบาท พร้อมฟังก์ชั่นครบทุกการใช้สอย”  360 ANGLE of   HAPPINESS IS HERE พบความสุข 360 องศา ครบทุกความปรารถนาของชีวิตเมือง  บนทำเลรามอินทรา-จตุโชติ "สังคมคุณภาพเพียง 61 หลัง เท่านั้น ราคา 3 ล้านกว่าบาท พร้อมพรีเซล 2- 3 มิถุนายน นี้  ด้าน บอส "สวิจักร์ โลจายะ" คาดผลตอบรับดี ตั้งเป้ายอดจอง 40% 
นายสวิจักร์ โลจายะ ประธานกรรมการ บริษัท เอเวอร์แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ EVER  เปิดเผยว่า ในปีนี้จะเป็นปีแห่งการเทิร์นอะราวด์จากปีก่อน และการขยายธุรกิจเชิงรุกโดยเฉพาะการพัฒนาโครงการแนวราบ จากปัจจุบันที่พอร์ตรายได้ส่วนใหญ่จะมาจากโครงการแนวสูง เพื่อสร้างรายได้ให้กับบริษัทในอนาคต
โดยล่าสุดบริษัทฯ เปิดโครงการใหม่'มายโฮมอเวนิว'มูลค่าโครงการกว่า 250 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยว สไตล์ MODERN CHIC ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ 360 ANGLE of   HAPPINESS IS HERE “ พบความสุข 360 องศา ครบทุกความปรารถนาของชีวิตเมือง บนทำเลรามอินทรา-จตุโชติ ในราคาเริ่มต้น 3 ล้านกว่าบาท เปิดพรีเซลล์ในวันที่  2-3  มิถุนายน 2561   
MY HOME AVENUE เป็นโครงการบ้านเดี่ยวที่มีฟังก์ชั่นครบ การดีไซน์ที่โปร่งโล่ง เพื่อเปิดรับธรรมชาติภายนอก มุมมองที่ไม่เหมือนใคร ท่ามกลางสังคมคุณภาพเพียง 61 หลัง เท่านั้น พร้อมทั้งความปลอดภัยสูงด้วยระบบเข้าออกแบบ Key Card กล้อง CCTV  สระว่ายน้ำ ฟิตเนส คลับเฮ้าส์ พร้อมสวนสวยที่จะมอบความสดชื่นมีชีวิตชีวาให้กับคุณทุกวัน
นอกจากนี้ ยังมีทำเลที่ตั้งมีศักยภาพและน่าสนใจเพราะ ใกล้ทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ รถไฟฟ้า MRT สายสีชมพู สถานีบางชัน พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกรอบด้าน เช่น รร. นวมินทราชินูทิศ, รร.สาธิตพัฒนา และโรงพยาบาล สายไหม , โรงพยาบาล  เสรีรักษ์ ฯลฯ
'มั่นใจว่าโครงการ'มายโฮมอเวนิว ” จะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากจุดเด่นในด้านทำเล คาดจะมียอด presale 40% หรือประมาณ 100 ล้านบาท  และยังเป็น 1 ใน 4โครงการแนวราบที่ EVER วางแผนเปิดใหม่ในปีนี้ มูลค่ารวมประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยเปิดในช่วงปีนี้ เป็นโครงการทาวน์โฮม แบรนด์ "เอเวอร์ ซิตี้ " ในย่านทำเลสุขสวัสดิ์ , บางนา หนามแดง ฯลฯ ซึ่งมีการซื้อที่ดินเพื่อรอการพัฒนาไว้เรียบร้อยแล้ว “นายสวิจักร์กล่าว
นายสวิจักร์ กล่าวว่า EVER ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1,800 – 1,900 ล้านบาท  โดย 90 % มาจากรายได้จากธุรกิจอสังหา ฯ และในไตรมาส 3/2561 จะเริ่มมียอดขายบางส่วนจากโครงการเดอะ โพลิแทนบรีซ มูลค่า 1,900 ล้านบาท เป็นโครงการสูง 8 ชั้น 4 อาคารจำนวน 587 ห้อง โดยโครงการดังกล่าวจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 และเริ่มโอนได้ภายในเดือนธันวาคมนี้
'มิตรสิบ ลิสซิ่ง'ผนึก สถาบันบัฟฟาโล่ อิงลิช
จัดโครงการ Mitsib Taxi Easy English รุ่นที่ 3
                'มิตรสิบ ลิสซิ่ง'ผนึก สถาบันสอนภาษา บัฟฟาโล่ อิงลิช จัดโครงการ Mitsib Taxi Easy English รุ่นที่ 3 ด้าน”ณัชชา ยงค์สงวนชัย” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. มิตรสิบ ลิสซิ่ง หวังช่วยเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ ส่งเสริมให้มีการดูแลช่วยเหลือให้บริการด้วยความเป็นมิตร ตามที่ทั่วโลกขนานนามว่า “Thai Land of Smile” ย้ำสอดคล้องกับเป้าหมายบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจแท็กซี่ไทย ควบคู่กับการเป็นผู้นำด้านการให้บริการสินเชื่ออย่างครบวงจร ในทุกรูปแบบภายใต้การให้บริการ “One Stop Service”
                นายณัชชา ยงค์สงวนชัย รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิตรสิบ ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการจำหน่ายรถแท็กซี่ใหม่ รถแท็กซี่มือสอง รวมถึงบริการสินเชื่อเพื่อรถแท็กซี่และรถขนส่งสาธารณะ เปิดเผยว่า เมื่อ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา “มิตรสิบ ลิสซิ่ง” ร่วมกับ สถาบันสอนภาษาบัฟฟาโล่ อิงลิช จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการสื่อสารภาษาอังกฤษ สำหรับผู้ขับขี่รถแท็กซี่ โดยใช้ชื่อโครงการนี้ว่า “Mitsib Taxi Easy English” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยผู้เข้าร่วมงานไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ  ทั้งสิ้น
                สำหรับ โครงการสัมมนา“Mitsib Taxi Easy English” เป็นการให้ความรู้แก่ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษขั้นต้น แก่ผู้ขับขี่แท็กซี่ เพื่อสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว และให้เกิดความประทับใจต่อประเทศไทยให้มากที่สุด พร้อมทั้ง ส่งเสริมให้มีการดูแลช่วยเหลือให้บริการด้วยความเป็นมิตร อย่างที่คนทั่วโลกรู้จักประเทศไทย ว่า “Thai Land of Smile” อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างรายได้ที่มากขึ้น สร้างความมั่นใจที่จะสื่อสารภาษาอังกฤษ และลดความกลัวที่จะให้บริการแก่ชาวต่างชาติ เพื่อให้คนขับแท็กซี่ทุกท่านก้าวข้ามข้อจำกัด และก้าวไปสู่ความเป็นแท็กซี่มืออาชีพอย่างสมบูรณ์แบบ
                "ผมหวังว่า การสัมมนาครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ขับรถแท็กซี่ เพื่อนำไปพัฒนาการให้บริการ และเพิ่มเติมความรู้ในการสื่อสารภาษาอังกฤษ พร้อมนำไปปรับใช้เพื่อเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ที่มากขึ้น สืบเนื่องจากผู้เข้าร่วมโครงการอบรมภาษาอังกฤษครั้งที่ 2 ที่ผ่านมานั้นได้นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และยังช่วยสร้างรายได้ที่มากขึ้น และในโอกาสต่อไป บริษัทจะมีโครงการพัฒนาศักยภาพคนขับแท็กซี่ในด้านภาษาอังกฤษในครั้ง ต่อ ๆไป "นายณัชชา  กล่าว
                นายณัชชา กล่าวเพิ่มเติม ปัจจุบันทางกรมขนส่งทางบกได้ปรับปรุง เงื่อนไขการให้บริการของ Taxi Meter พื้นที่ กรุงเทพ-ปริมณฑล ให้มีการเรียกใช้บริการผ่าน Application เพื่อความสะดวกรวดเร็ว รวมถึงการเพิ่มระบบการรักษาความปลอดภัยแก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารระหว่างเดินทาง พร้อมกับการเปิดให้บริการรถ Taxi OK และ  Taxi VIP ให้เป็นทางเลือก เพื่อตอบสนองความสะดวกสะบายของผู้โดยสาร โดยวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ขับขี่ Taxi Meter ในประเทศไทย สามารถยืนหยัดในอาชีพ และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่ผู้ขับขี่ และดูแลคนในครอบครัวได้ด้วยความภาคภูมิใจ สอดคล้องแนวทางของบริษัทฯ ที่เปิดตัวแอพพลิเคชั่นใหม่ ภายใต้ชื่อ  APP TAXI อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นใหม่ที่พัฒนาโดยบริษัทไทยที่ประกอบกิจการด้านรถแท็กซี่ และเชื่อว่าจะเป็นการพัฒนาธุรกิจแท็กซี่ไทยให้เติบโตดีขึ้น
                นายนิติพัทญ์ ยงค์สงวนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิตรสิบ ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า การโครงการ มิตรสิบแท็กซี่ อีซี่ อิงลิช หรือ Mitsib Taxi Easy English รุ่นที่ 3 ถือเป็นโครงการที่สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจแท็กซี่ไทย ควบคู่กับการเป็นผู้นำด้านการให้บริการสินเชื่ออย่างครบวงจร สนับสนุนและส่งเสริมผู้ขับขี่รถแท็กซี่ เพื่อยกกระดับคุณภาพชีวิตให้มั่นคงและยั่งยืน รวมถึงการเป็นผู้นำการจัดจำหน่ายรถแท็กซี่พร้อมให้บริการสินเชื่อรถแท็กซี่และสินเชื่อยานยนต์เชิงพาณิชย์ ในทุกรูปแบบภายใต้การให้บริการ “One Stop Service”
GUNKUL ครบรอบ 36 ปี พลิกโฉม 'รีแบรนด์ดิ้ง'
ประกาศ! ฐานทุนแกร่งพร้อมลงทุนเพิ่ม เน้นรับพันธมิตรร่วมธุรกิจ-เจาะตลาดปตท.
บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียร์ริ่ง (GUNKUL) ฉลองครบรอบ 36 ปี พลิกโฉม รีแบรนด์ดิ้งแบรนด์ใหม่ ภายใต้แนวคิด 'Not Only the Energy, We Care”  เพื่อเตรียมความพร้อมรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง  “โศภชา ดำรงปิยวุฒิ์” เผยปัจจุบันฐานเงินทุนบริษัทฯ มีความแข็งแกร่ง พร้อมลงทุนเพิ่ม และเปิดกว้างหาพันธมิตรร่วมธุรกิจ รวมถึงรุกตลาดต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป้าหมายสู่ 1,000 เมกะวัตต์ ภายใน 1,000 วัน นับจากวันนี้ 
นางสาวโศภชา ดำรงปิยวุฒิ์  ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กันกุล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ปรับภาพลักษณ์องค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 36 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ มา เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำทางด้านธุรกิจพลังงานอย่างครบวงจร และก้าวสู่ปีต่อไปอย่างมั่นคง  จึงได้มีการจัดงาน “36 Years of Trust” Why we change? เพื่อแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบริษัทฯ  ด้วยแนวคิด “Not Only the Energy, We Care” 
สำหรับ การรีแบรนด์ดิ้งครั้งนี้ บริษัทฯ ได้เพิ่มช่องทางกระจายรายได้ โดยเปิดกว้างในการหาพันธมิตร เพื่อร่วมธุรกิจใหม่ๆ ภายใต้เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  เนื่องจากบริษัทฯ มีเงินทุนเพิ่มขึ้น จึงทำให้มีศักยภาพในการลงทุนเพิ่มได้อย่างต่อเนื่อง  เพื่อเป้าหมายที่จะขยายกำลังการผลิตไปสู่ 1,000 เมกะวัตต์ ภายในระยะเวลา 1,000 วันนับจากวันนี้ 
และอีกเป้าหมายที่สำคัญ คือ การขยายธุรกิจเพิ่มเติมในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีทั้ง พม่า ลาว ญี่ปุ่น มาเลเซีย และเตรียมขยายไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนาธุรกิจ ภายใต้แนวคิด ที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้จริง พร้อมๆ กับการพัฒนา “คน” ซึ่งถือเป็นทรัพยากรสำคัญของบริษัทฯ เพื่อให้เป็นบุคคลากรที่มีศักยภาพ เน้นการทำงานที่คล่องตัว รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และตอบสนองต่อความพึงพอใจของลูกค้าสูงสุด  
“ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาล้วนเป็นความภาคภูมิใจที่เกิดจากการได้รับการไว้วางใจและความเชื่อมั่นจากลูกค้า และพันธมิตรเสมอมา การดำเนินงานของ “GUNKUL” จึงไม่เคยหยุดนิ่ง เรายังคงคิด และพัฒนาให้ทุกก้าวที่เดินไปอย่างมั่นคง ควบคู่ไปกับการใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม เพื่อนร่วมงาน คู่ค้า นักลงทุน และวันนี้เราพร้อมที่จะเปิดกว้างเพื่อหาพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ เพื่อที่จะร่วมสร้างฝันและทำธุรกิจให้เกิดขึ้นได้จริง เพราะ GUNKUL “Not Only the Energy, We Care” “นางสาวโศภชากล่าว
อนึ่ง บริษัท กันกุล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL  เป็นบริษัทของคนไทยโดย คุณกันกุล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการ และทีมผู้บริหารและทีมงานมืออาชีพที่มากด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ จนวันนี้ ได้ก่อตั้งมา 36 ปี กำลังก้าวเข้าสู่ปีไปต่อไปอย่างมั่นคง  แรกเริ่มเดิมทีบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจแบบซื้อมาขายไปเกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีการจัดตั้งบริษัทขึ้นในปี 2525 ด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 1,000,000 บาท กระทั่งเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ในปี 2552 แต่ละก้าวที่เกิดขึ้น ล้วนมีที่มาที่ไป ผ่านกระบวนการคิดและลองผิด ลองถูกอย่างไม่กลัวต่อปัญหาที่เกิดขึ้น 
จนกระทั่งวันนี้ 'GUNKUL' เติบโตจนมีทุนจดทะเบียนร่วม 1,854 ล้านบาท มีบริษัทย่อยจำนวน 43 บริษัท และบริษัทร่วมอีก จำนวน 13 บริษัท และที่ผ่านมาการเติบโตของ “GUNKUL” เฉลี่ยอยู่ที่ 20 เท่า ภายในระยะเวลา 8 ปี ซึ่งเฉลี่ยแล้ว เติบโตปีละ 250% อีกทั้ง จากการทำโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ทำให้ “GUNKUL” มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารวม 509 เมกะวัตต์ เป็นส่วนแบ่งทางการตลาดของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ คิดเป็นร้อยละ 10 ของกำลังการผลิตรวมที่ได้รับอนุญาต 
ปัจจุบันธุรกิจของ'GUNKUL'มีทั้งผลิต จัดหาและจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับระบบไฟฟ้าซึ่งครอบคลุมในทุกขั้นตอนของระบบการส่งและจำหน่ายไฟฟ้าไปจนถึงผู้ใช้ไฟฟ้าแบบครบวงจร การก่อสร้าง ติดตั้งระบบ การผลิตไฟฟ้า และการให้บริการดูแลรักษาโรงไฟฟ้า การดำเนินงานด้านโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก ทั้งโรงไฟฟ้าพลังงามลม และพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนดิน (Solar Farm) ติดตั้งบนหลังคา (Solar PV Rooftop) เพื่อใช้ภายในธุรกิจตนเอง (Self-Consumption)  ซึ่งในวันที่ 29 มิถุนายน 2561 นี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ “GROOF” พลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ระดับครัวเรือน ที่จะสร้างมิติใหม่ของการประหยัดพลังงานที่ทุกๆ คนสามารถจับต้องได้ 
EA ทาบ GGC ร่วมทุนผลิตกรีนดีเซล-PCM,ลุยติดตั้งกังหันลมหนุมานCOD ใน Q4/61 เจรจาทำโรงไฟฟ้าในเวียดนาม
นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมแผนลงทุนโครงการผลิตไบโอดีเซล 8 แสนลิตรต่อวัน และผลิตกรีนดีเซล, สารเปลี่ยนสภาพ (PCM) ขนาด 1.3 แสนลิตรต่อวัน โดยจะใช้งบลงทุนราว 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างในช่วงปลายปีนี้ โดยปัจจุบันมีผู้สนใจเข้าร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าว เบื้องต้นได้มีการเจรจากับ บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) แต่อย่างไรก็ตามต้องมองถึงความเหมาะสมก่อน ซึ่งบริษัทฯจะถือหุ้นในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 80%
"กรีนดีเซล หรือน้ำมันดีเซลที่สามารถผลิตได้จากไบโอดีเซล ปัจจุบันมีการใช้ผสมในน้ำมันดีเซลบ้างแล้ว จะเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัท และมีความต้องการมากขึ้นในปัจจุบัน ขณะที่ PCM คือส่วนผสมที่จะสามารถใช้ได้ในเสื้อผ้า หรือสิ่งก่อสร้าง โดยจะสามารถลดความร้อนในช่วงกลางวัน และจะช่วยให้ความอบอุ่นในช่วงที่อากาศเย็น ที่เชื่อว่าอยาคตจะมีความต้องการมากขึ้น โดยในประเทศญี่ปุ่นจะมีการบังคับใช้ให้ผสมสารดังกล่าวในสิ่งก่อสร้างต่างๆที่เกิดขึ้นในปี 63 เป็นต้นไป ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ชนิดนี้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มจากเดิมที่บริษัทฯจำหน่ายเพียงไบโอดีเซลปกติ"นายอมร กล่าว
สำหรับงบลงทุนรวมปี 61-62 ที่บริษัทตั้งไว้มูลค่า 2.47 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนโครงการหนุมาน 18,000 ล้านบาท โครงการไบโอดีเซล 2,000 ล้านบาท โครงการโนงงานผลิตแบตเตอรี่เฟส 1 มูลค่า 4,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 700 ล้านบาทจะใช้ในการลงทุนตั้งสถานีชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ให้ครบ 1,000 ภายในปีนี้
นายอมร กล่าวว่า บริษัทยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนอย่างแน่นอน เนื่องจากบริษัทยังมีกระแสเงินสดเพียงต่อการลงทุนโครงการต่างๆ โดยปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสดเข้ามาราว 7,000-8,000 ล้านบาท/ปี รวมทั้งได้ขอที่ประชุมผู้ถือหุ้นกำหนดวงเงินออกหุ้นกู้ไว้แล้วมูลค่าไม่เกิน 20,000 ล้านบาท
ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม จังหวัดชัยภูมิ หรือ "โครงการหนุมาน" ขนาดกำลังการผลิต 260 เมกะวัตต์ มีความคืบหน้าการก่อสร้างเป็นอย่างมาก โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างทยอยติดตั้งเสากังหันจำนวนรวมทั้งสิ้น 103 ชุด ขนาดชุดละประมาณ 2.5 เมกะวัตต์ โดยได้จัดพิธีติดตั้งใบพัดกังหันลม (Blade Lifting Ceremony) ในวันนี้
ภายหลังการติดตั้งชุดอุปกรณ์เสร็จสิ้นทั้งหมด บริษัทจะเริ่มทำการทดสอบระบบการผลิตและจ่ายไฟฟ้า ก่อนที่จะเริ่มการขายไฟเข้าระบบในเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในไตรมาส 4/61 ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าของบริษัททั้งจากโซลาร์ฟาร์มและวินด์ฟาร์ม เพิ่มเป็น 664 เมกะวัตต์ ผลักดันรายได้และกำไรในปี 61 และ 62 ให้เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
"โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมหนุมาน ขนาดความสูงของเสากังหันลมอยู่ที่ 153 เมตร เทียบเท่าตึก 43 ชั้นซึ่งถือได้ว่ามีขนาดใหญ่และใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย เหมาะสำหรับสภาพความเร็วลมของภาคอีสานเป็นอย่างดี"นายอมร กล่าว
หลังจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมโครงการหนุมาน จ่ายไฟเข้าระบบตามแผน จะทำให้เรากุมกำลังการผลิตไฟฟ้ากว่า 664 เมกะวัตต์ มีกระแสเงินสดหมุนเวียนเพิ่มขึ้น เพียงพอสำหรับแผนการลงทุนในช่วง 1-2 ปีนี้ (61-62) ที่เตรียมใช้งบลงทุนกว่า 2.47 หมื่นล้านบาท สำหรับขยายการลงทุนโรงไฟฟ้า โรงงานผลิตไบโอดีเซล สถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ และโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่เฟส 1 เมื่อผนวกกับแผนการจัดหาเงินโดยการออกหุ้นกู้ การกู้ยืมจากสถาบันการเงินและเงินสดหมุนเวียนทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุน
นายอมร กล่าวอีกว่า โครงการหนุมาน เป็นโรงไฟฟ้าแห่งสุดท้ายในมือที่บริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนา บริษัทยังคงมองหาเพื่อซื้อกิจการโรงไฟฟ้า หรือเข้าร่วมลงทุนโครงการใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยปัจจุบันบริษัทเจรจาอยู่ 4-5 โครงการในประเทศเวียดนาม กำลังการผลิตกว่า 200 เมกะวัตต์ แต่ต้องรอถึงความเหมาะสม และประเมินความเสี่ยงต่างๆที่มีก่อน
อินโฟเควสท์
กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรเปิด Financial Hub กลางเยาวราช สะท้อน 'ธนาคารเป็นมากกว่าที่คุณคิด’
กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรเปิดธนาคารเกียรตินาคิน สาขาเยาวราช ในฐานะ Financial Hub หรือศูนย์บริการทางการเงินครบวงจรแห่งล่าสุด โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ประธานหอการค้าไทย-จีน และนายกสมาคมค้าทองคำ นายกรณ์ จาติกวณิช ประธานสมาคมฟินเทคประเทศไทย และอตีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางจรรย์สมร วัธนเวคิน ประธานผู้ก่อตั้งธนาคารเกียรตินาคินเป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วยกรรมการและผู้บริหารกลุ่มธุรกิจฯ นำโดยนายสุพล วัธนเวคิน ประธานกรรมการ นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร และนายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ภายในงาน Grand Opening เมื่อเร็วๆ นี้
ในการนี้ Financial Hub สาขาเยาวราชคือผลลัพธ์จากการผสานกำลังระหว่างธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทุนภัทร จำกัด (มหาชน) ซึ่งร่วมกิจการกันเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร โดยมีลักษณะสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นสะท้อนแนวคิด 'ธนาคารเป็นมากกว่าที่คุณคิด' จากผลงานการออกแบบของนายองอาจ สาตรพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2552 สาขาทัศนศิลป์ ด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัย มีเอกลักษณ์อยู่ที่องค์ประกอบสถาปัตย์แบบจีนโบราณ อาทิ โครงสร้างไม้คำยันที่เรียกว่า 'เต๋าก่ง' และโถงกลางแจ้งใจกลางอาคาร ซึ่งทางกลุ่มธุรกิจฯ หวังว่าจะเป็นสมบัติทางสถาปัตยกรรมของพื้นที่ต่อไป
ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มุ่งผสานความเชี่ยวชาญจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์ของธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) และธุรกิจตลาดทุนซึ่งครอบคลุมธุรกิจวานิชธนกิจ ธุรกิจการลงทุน ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และธุรกิจจัดการการลงทุนของบริษัท ทุนภัทร จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างธุรกิจการเงินที่แข็งแกร่งครบวงจร โดยลูกค้าสามารถมาใช้บริการของกลุ่มธุรกิจฯ ได้ที่ Financial Hub ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์ ทองหล่อ และเยาวราช ที่เปิดให้บริการวันจันทร์-วันเสาร์ (เวลา 8.30-16.30 น.) ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ KK Contact Center โทร.02 165 5555หรือ www.kiatnakin.co.th
 

         

Click Donate Support Web

468x60 16

BIT FUN728x90

yobit 560 60

8

468x60 bit

468x60 DOG

apm

 

 

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!