WORLD7

smed PIONEER 720x100ใจฟู720x100pxgpf 720x100 66

1ปราโมทย ประสาทกลสถาบันวิจัยประชากรและสังคม บุคลิกคนเจนวาย ชี้อนาคตแรงงาน

    ปราโมทย์ ประสาทกุล  แห่งสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล มีข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับประชากรโลก และประชากรไทยที่น่าสนใจอยู่ในมือ

   เขาว่า เมื่อเดือน มิ.ย.2558 สำนักงานอ้างอิงทางประชากรของสหรัฐอเมริการายงานว่า โลกเรามีประชากรรวมทั้งสิ้นประมาณ 7,336 ล้านคน

      ประชากรส่วนใหญ่หรือราว 6,082 ล้านคน (ประมาณ 83%) ยังอยู่ในประเทศด้อยหรือกำลังพัฒนา พูดอีกอย่างเท่ากับว่า ในประชากรโลกทุกๆ 100 คน มีผู้ที่อาศัยในประเทศที่พัฒนาแล้วเฉลี่ยแค่ 17 คน

      ทุกวันนี้ ประชากรโลกเพิ่มขึ้นในอัตรา 1.2% ต่อปี หรือเท่ากับแต่ละปี โลกใบนี้มีประชากรเพิ่มขึ้นประมาณ 88 ล้านคน

     อัตรานี้ ถ้าคำนวณเป็นวัน เท่ากับแต่ละวันโลกเรามีประชากรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 240,000 คน หากคิดเป็นรายชั่วโมง มีคนเพิ่มขึ้น เฉลี่ยชั่วโมงละ 10,000 คน หรือถ้าคำนวณเป็นวินาที ทุกๆวินาทีจะมีคนเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย เกือบ 3 คน

     ศาสตราจารย์ปราโมทย์บอกว่า ประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการมีคนเกิดมากกว่าคนตาย โดยแต่ละปีทั่วโลกมีเด็กเกิดใหม่ประมาณ 147 ล้านคน หรือประมาณวันละ 400,000 คน เทียบกับแต่ละปีโลกเรามีคนตาย ปีละประมาณ 59 ล้านคน หรือเฉลี่ยทั่วโลกมีคนตายวันละ 160,000 คน

     การเพิ่มขึ้นของประชากรในแต่ละภูมิภาคของโลกเป็นไปอย่างไม่เท่าเทียม ในประเทศพัฒนามีอัตราเพิ่มที่ต่ำแค่ 0.1% ต่อปี ส่วนประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้นในอัตรา 1.5% ต่อปี

    หากดูอัตราเพิ่มประชากรเป็นรายทวีป ทุกวันนี้ประชากรในทวีปยุโรปเกือบจะเป็นศูนย์ คือไม่เพิ่มขึ้นเลย มิหนำซ้ำ บางประเทศในยุโรป ยังมีอัตราเพิ่มตามธรรมชาติติดลบ คือ แต่ละปีมีคนเกิดน้อยกว่าคนตาย

     เทียบกับทวีปแอฟริกามีอัตราเพิ่มประชากรสูงที่สุด คือ 2.6% ต่อปี รองลงมาอเมริกาใต้ มีอัตราเพิ่มประชากร 1.2% ทวีปเอเชีย 1.1% ทวีปออสเตรเลียและภาคพื้นแปซิฟิก 1.1% และทวีปอเมริกาเหนือ เพิ่มขึ้น 0.4%

     อาจารย์ปราโมทย์ บอกว่า ปัญหาหนึ่งที่สร้างความหนักใจให้แก่หลายประเทศเวลานี้ก็คือ การที่อัตราเจริญพันธุ์ของหลายประเทศลดลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำมากจนน่าตกใจ

    กล่าวคือ ทุกวันนี้ ผู้หญิงในหลายประเทศ มีลูกกันน้อยกว่า 2 คน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะทดแทนอัตราการเป็นพ่อและแม่ในอนาคต

    ผู้หญิงญี่ปุ่น มีลูกเฉลี่ยเพียง 1.4 คน เกาหลีใต้ กับ ไต้หวัน เฉลี่ย 1.2 คน ผู้หญิงสิงคโปร์ 1.3 คน ส่วน ผู้หญิงไทย เฉลี่ยมีลูกแค่ 1.6 คน

     การที่ผู้หญิงในหลายประเทศมีลูกกันน้อยลง เป็นเพราะวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป ผู้หญิงรุ่นใหม่มีสถานภาพดีขึ้น มีการศึกษาสูงขึ้น ไม่ใช่เป็นแค่แม่บ้าน คอยดูแลบ้าน เลี้ยงลูก และดูแลเรื่องอาหารการกินในครอบครัวอีกต่อไปแล้ว ผู้หญิงยุคนี้ส่วนใหญ่ออกไปทำงานนอกบ้าน จึงมีสัดส่วนผู้หญิงที่ครองโสดมากขึ้น แต่งงานช้าลง แถมเมื่อแต่งงานแล้วก็ยังมีลูกน้อยลง

     ถามว่า ผู้หญิงไทยมีลูกน้อยเกินไปหรือเปล่า ถ้าดูระดับบุคคลแล้ว ปัจจุบันผู้หญิงไทยคนหนึ่งมีลูกเฉลี่ยเพียง 1.6 คน น่าจะน้อยเกินไป แต่ถ้าดูในภาพรวม เรามีเด็กเกิดใหม่ปีละประมาณ 770,000 คน ก็นับว่าไม่น้อยนะ เมื่อเทียบกับประเทศเรามีคนตายเฉลี่ยปีละ 400,000 ราย เท่ากับเกิดมากกว่าตายประมาณ 370,000 รายต่อปี หรือคิดเป็นอัตราเพิ่มตามธรรมชาติ (เกิดลบตาย ไม่รวมย้ายถิ่น) ราวๆ 0.6% ต่อปีปราโมทย์ว่า

    เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาผสมผสานกับข้อมูลที่น่าสนใจอีกชุดของ นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว กับ ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ นักวิจัยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้นึกถึงเนื้อร้องของบางเพลง ต่างคน ต่างวัย (เกิดต่างรุ่น) หัวใจต่างกัน...

   เด็กรุ่นใหม่หลายคนเก่งนะ อยากได้เงินเดือนสูง แต่ไม่ทนงานหนัก อยู่ที่ไหนไม่ค่อยนาน เปลี่ยนงานกันเป็นว่าเล่น...ดร.เฉลิมพล บอกว่า นี่คือวลีที่ทุกวันนี้เรามักได้ยินกันเป็นประจำ ทั้งในที่ทำงานของรัฐและเอกชนหลายแห่ง

   เมื่อเทียบกันระหว่างคนแต่ละรุ่น ซึ่งต่างกันทั้งวัยและพื้นฐานนิสัย ตามที่ นพ.สุริยเดว แจกแจงไว้ จะเห็นว่าผู้ที่เกิดในยุคหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งสงบ หรือช่วงตั้งแต่ พ.ศ. 2486-2503 ซึ่งในทางประชากร เรียกกันว่า ยุค Baby Boomer หรือ Generation B ซึ่งเรียกย่อๆกันว่า ‘คนเจนบีนั้น

      คนยุคนี้มักอยู่กันอย่างลำบาก จึงมักจะมีบุคลิกการทำงานที่อดทนกับความลำบากได้ดี นอกจากมีชีวิตเพื่อการทำงานอย่างแท้จริง ยังมักเคารพในกฎกติกา เคร่งครัดในขนบธรรมเนียมประเพณี และมักจะมีค่านิยมว่าต้องมีลูกหลายๆคน เพื่อสร้างแรงงานขึ้นมาพัฒนาประเทศ

      ถัดมาคือ คนเจเนอเรชั่น เอ็กซ์ (Generation X) หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า คนเจนเอ็กซ์ซึ่งเกิดในช่วงประมาณปี 2504-2524 คนรุ่นนี้นับว่าเป็นผู้ที่เกิดมาในยุคที่โลกเริ่มมั่งคั่งแล้ว จึงมักใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เป็นรุ่นที่ชอบอะไรง่ายๆ ไม่ต้องเป็นทางการ ทำงานแบบรู้ทุกอย่าง ทำทุกสิ่งได้เพียงลำพัง เป็นตัวของตัวเองสูง

    มาถึง Generation Y หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า คนเจนวายซึ่งเกิดช่วงตั้งแต่ปี 2525-2548 หรือตามที่หลายคนมักเรียกพวกเขาว่า เด็กรุ่นใหม่

    นพ.สุริยเดวให้คำนิยามว่า คนรุ่นนี้เกิดในยุคที่รอบตัวเต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย จึงมักเป็นผู้ที่ชีวิตรักความสะดวกสบาย ขณะที่ ดร.เฉลิมพลบอกว่า คนรุ่นนี้กำลังทยอยเข้าสู่ตลาดแรงงาน และจะกลายเป็นกำลังแรงงานที่สำคัญของไทยต่อจากนี้ไปอีก 15-20 ปี

    จากการคาดประมาณประชากรไทยในระหว่างปี 2553-2573 คนทำงาน เจนวาย จะมีสัดส่วนถึงกว่าร้อยละ 43-46 ของประชากรวัยแรงงานทั้งหมดของประเทศ โดยค่อยๆขึ้นมาทดแทนกำลังแรงงานเจนบี และเจนเอ็กซ์ ที่จะเกษียณอายุออกไปจากตลาดแรงงาน

     อ.เฉลิมพล บอกว่า คนเจนวายเติบโตมาพร้อมกับบริบททางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่เปลี่ยนแปลง ต่างไปจากคนเจนอื่นๆ โดยเฉพาะคนรุ่นเบบี้บูม จึงทำให้มีพฤติกรรม ลักษณะรูปแบบการใช้ชีวิต และการให้คุณค่าด้านต่างๆที่ต่างออกไป โดยเฉพาะ การให้คุณค่าในเรื่องการทำงาน และ การใช้ชีวิตส่วนตัว

    คนรุ่นนี้มักถูกมองว่าเป็นพวกฉลาด รอบรู้เรื่องเทคโนโลยี ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในสังคมออนไลน์ที่เชื่อมต่อข้อมูลกับอินเตอร์เน็ต ผ่านสมาร์ทโฟน จึงเป็นคนทำงานที่มีศักยภาพสูง สามารถทำงานหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันได้ สืบค้นข้อมูลหรือข่าวสารต่างๆที่อยากรู้ได้ในเพียงเสี้ยวนาทีผ่านปลายนิ้ว

      คนรุ่นนี้จึงมักเป็นกลุ่มที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง มีเป้าหมายในชีวิตการทำงาน ที่ไม่ใช่เพียงเพื่อค่าตอบแทนที่เหมาะสมและการงานที่มั่นคง แต่ยังทำเพื่อตอบสนองความต้องการหรือความสนใจของตัวเอง งานที่จะดึงดูดพวกเขา จึงต้องเป็นงานที่ท้าทาย มีคุณค่า ตรงกับความสนใจ และสร้างโอกาสในการพัฒนาพวกเขา

      อ.เฉลิมพล บอกว่า รูปแบบการทำงานที่ตายตัวเกินไป เช่น ในเรื่องเวลาเข้า-ออกงาน และสถานที่ทำงาน จึงเป็นอีกตัวแปรสำคัญ ที่วัยแรงงานรักอิสระอย่างคนเจนวายจะตัดสินใจอยู่ หรือไปจากองค์กร

     ปกติก็มีแนวโน้มสูงอยู่แล้ว ที่คนทำงานซึ่งยังอายุน้อยอย่างคนเจนวายมีโอกาสที่จะเปลี่ยนงานได้ง่ายกว่าคนรุ่นอื่น แต่ผลการวิจัยนี้เป็นสัญญาณเตือนให้องค์กรต่างๆเข้าใจคนทำงานเจนวายให้มากขึ้น เพื่อดึงประชากรรุ่นนี้ให้อยู่ในที่ทำงานอย่างเต็มใจ และนานขึ้นดร.เฉลิมพลทิ้งท้าย.

                        ที่มา : www.thairath.co.th

apm

 

 

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!